อนุทินเปิดหลักสูตร วปอ. 69 เชื่อมเครือข่าย

อนุทินเปิดหลักสูตร วปอ. 69 อย่างเป็นทางการ โดยมีแนวคิดสำคัญคือการเชื่อมสายสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายการทำงานระหว่างบุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง และหน่วยงานด้านความมั่นคง หลักสูตรนี้จัดขึ้นที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร และมุ่งหวังให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในพิธีเปิดว่า การเข้ามาศึกษาในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. ไม่ได้มอบเพียงความรู้ด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พบปะ สร้างความเข้าใจ และพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมรุ่นจากหลากหลายสาขา ความสัมพันธ์เหล่านี้สามารถต่อยอดเป็นเครือข่ายการทำงานที่มีคุณค่า ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการปฏิบัติหน้าที่

อนุทินเปิดหลักสูตร วปอ. 69 เน้นพลังเครือข่าย

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ตนเองเป็นศิษย์เก่าของสถาบันแห่งนี้ และเคยนำแนวคิดจากหลักสูตรไปปรับใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงผู้คนและหน่วยงานให้สามารถร่วมมือกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีเพื่อนร่วมรุ่นมากกว่า 300 คน ทำให้ผู้เรียนมีเครือข่ายที่พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยกันหาทางออกเมื่อพบอุปสรรค ตราบใดที่การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และศีลธรรมอันดี

ช่วงเวลาหนึ่งปีของการเรียน วปอ. จึงไม่ใช่เพียงการเข้าห้องเรียนหรือรับฟังการบรรยาย แต่เป็นประสบการณ์ที่เปิดให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับคนจากหลายวงการ ผู้เข้าอบรมยังคงมีภารกิจประจำ ทั้งการทำงานราชการ การบริหารองค์กร หรือการดำเนินธุรกิจ แต่สามารถใช้เวลาร่วมกันเพื่อเรียนรู้ปัญหาและมองเห็นแนวทางพัฒนาประเทศในมิติที่กว้างขึ้น

อนุทินเปิดหลักสูตร วปอ. 69 กับมุมมองความมั่นคงยุคใหม่

เนื้อหาสำคัญอีกประเด็นคือการเปลี่ยนแปลงของความหมายคำว่า “ความมั่นคงของชาติ” ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องการทหารหรือการป้องกันประเทศเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงเศรษฐกิจ สังคม อาหาร การสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี พลังงาน และการต่างประเทศ ทุกด้านล้วนเกี่ยวข้องกันและสามารถส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยได้

การบริหารประเทศในยุคปัจจุบันจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน หน่วยงานรัฐต้องทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ นักวิชาการ เกษตรกร และประชาชน เพื่อวางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน การสร้างเครือข่ายในหลักสูตร วปอ. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจมุมมองที่แตกต่าง และสามารถประสานความร่วมมือได้รวดเร็วขึ้นเมื่อเกิดปัญหา

  • เศรษฐกิจ: สร้างความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนใหม่
  • อาหาร: พัฒนาประเทศไทยให้เป็นแหล่งผลิตและแปรรูปอาหารที่สำคัญของโลก
  • พลังงาน: วางระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพและเพียงพอต่อการเติบโต
  • เทคโนโลยี: ใช้นวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริการ
  • การต่างประเทศ: รักษาจุดยืนของไทยให้ได้รับความเชื่อมั่นในเวทีโลก

นายอนุทินยังให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงทางอาหาร โดยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงจากการเป็นผู้ผลิตข้าว ผลไม้ พืชผัก และเนื้อสัตว์ที่หลากหลาย ท่ามกลางความผันผวนของโลก อาหารเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทุกประเทศต้องให้ความสนใจ ประเทศไทยจึงควรใช้จุดแข็งด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสร้างโอกาสใหม่ ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือเกษตรกรด้วยเงินสนับสนุนระยะสั้น แต่ควรส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน

แนวทางดังกล่าวต้องเริ่มตั้งแต่การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การแปรรูป การควบคุมคุณภาพ และการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากทุกภาคส่วนสามารถเชื่อมโยงกันได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เกษตรกรจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น ขณะที่ประเทศไทยก็จะมีความแข็งแกร่งด้านอาหารและสามารถสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนได้ในระยะยาว

ในด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย โดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกยังคงให้ประเทศไทยอยู่ในระดับ BBB+ และปรับมุมมองจาก Negative Outlook เป็น Positive Outlook สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของประเทศ การบริหารราชการ ความสงบในสังคม และศักยภาพการเพิ่มผลผลิต

ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ความมั่นคงของไฟฟ้าและพลังงาน รวมถึงการเชื่อมโยงทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางกระจายสินค้าในภูมิภาค โดยสามารถเชื่อมโยงไปยังอาเซียน จีนตอนใต้ และเอเชียใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกรัฐมนตรีมองว่าไทยมีตำแหน่งที่ได้เปรียบในภูมิภาค เปรียบเสมือนจุดศูนย์กลางที่บริษัทข้ามชาติสามารถใช้เป็นฐานขยายธุรกิจ แม้การแข่งขันระหว่างประเทศจะสูงขึ้น แต่ไทยยังมีโอกาสจากความพร้อมด้านทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการคมนาคม การดึงดูดการลงทุนจึงควรเดินหน้าควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน เทคโนโลยี และผู้ประกอบการไทย เพื่อให้ประโยชน์จากการลงทุนกระจายไปสู่คนในประเทศอย่างทั่วถึง

โดยสรุป การ อนุทินเปิดหลักสูตร วปอ. 69 สะท้อนว่าหลักสูตร วปอ. มีบทบาทมากกว่าการเรียนรู้ด้านความมั่นคง แต่เป็นพื้นที่สร้างความร่วมมือระหว่างคนจากหลายภาคส่วน เครือข่ายที่เกิดขึ้นสามารถช่วยผลักดันประเด็นสำคัญของประเทศ ตั้งแต่ความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ พลังงาน ไปจนถึงการลงทุนและการต่างประเทศ

มุมมองที่น่าสนใจคือ ความมั่นคงของประเทศจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกฝ่ายร่วมกันรับผิดชอบและมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน ผู้เข้าอบรม วปอ. 69 จึงมีโอกาสสำคัญในการนำความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายไปสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม หากทำงานอย่างต่อเนื่องและยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เครือข่ายจากหลักสูตรนี้จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต

ติดตามประเด็นความมั่นคง เศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อช่วยกันสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘อนุทิน’เปิดหลักสูตรวปอ. 69 ย้ำเป็นหลักสูตร เชื่อมสายสัมพันธ์-เครือข่ายการทำงาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *