‘อนุทิน’เผยถกครม.เศรษฐกิจนัดแรก 27 เม.ย.
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวเศรษฐกิจ! วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทย นั่นคือ ‘อนุทิน’เผยถกครม.เศรษฐกิจนัดแรก 27 เม.ย.เล็งดึง’เม็ดเงิน’เข้าระบบ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยหลังการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา ข่าวนี้สร้างความหวังให้กับประชาชนและภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลชุดใหม่กำลังเร่งเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
‘อนุทิน’เผยถกครม.เศรษฐกิจนัดแรก 27 เม.ย.เล็งดึง’เม็ดเงิน’เข้าระบบ
ตามที่ ‘อนุทิน’เผยถกครม.เศรษฐกิจนัดแรก 27 เม.ย.เล็งดึง’เม็ดเงิน’เข้าระบบ นายอนุทินแจ้งว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจนัดแรกจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 27 เมษายนนี้ และจะมีการประชุมประจำทุกวันจันทร์ เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่น่าสนใจคือ รัฐบาลจะเชิญตัวแทนจากภาคเอกชน 3 สถาบันหลักมาร่วมหารือ ได้แก่ สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การเชิญภาคเอกชนมาร่วมแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงแนวคิดรัฐบาลที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาและปัจจัยภายนอกอื่นๆ
ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะหารือในครม.เศรษฐกิจ
ในการประชุมนัดแรกนี้ จะครอบคลุมทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาไปแล้ว เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งนายอนุทินยืนยันชัดเจนว่าเป็นหนึ่งในวาระสำคัญ เมื่อนักข่าวถามถึงเรื่องนี้ นายกฯ ตอบว่า “ใช่ เรื่องไทยช่วยไทยพลัส” โครงการนี้คาดว่าจะช่วยเหลือประชาชนให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น ส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอย และกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว การค้า และบริการ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนอย่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะนำเม็ดเงินเหล่านี้มาปล่อยสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด นายอนุทินระบุว่า หลักการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ โดยประชาชนจะสามารถนำเงินไปใช้จ่ายได้จริง รัฐบาลมีความตั้งใจเต็มที่ในการดำเนินการให้สำเร็จ
- การประชุมครม.เศรษฐกิจทุกวันจันทร์: เพื่อติดตามความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิด
- เชิญภาคเอกชน 3 สถาบัน: สร้างความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน
- ไทยช่วยไทยพลัส: ช่วยเหลือประชาชนโดยตรง กระตุ้นการบริโภค
- พ.ร.ก.กู้ 5 แสนล้าน: ดึงเม็ดเงินใหญ่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
- นโยบายอื่นๆ: ตามที่แถลงรัฐสภา เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงเรื่องการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) นายอนุทินเลือกที่จะไม่ตอบคำถาม ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าประเด็นนี้ยังต้องรอการพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนในช่วงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและประชาชน
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของรัฐบาล ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เติบโตชะลอตัว GDP ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 1.9% และคาดการณ์ปีนี้จะดีขึ้นหากนโยบายได้ผล การดึงเม็ดเงินเข้าระบบจะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) มีสภาพคล่องมากขึ้น สร้างการจ้างงาน และลดปัญหาการว่างงานที่ยังสูงอยู่ โดยเฉพาะในภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบหนัก
จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การประชุมครม.เศรษฐกิจแบบนี้จะช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น เพราะมีข้อมูลจากภาคเอกชนจริงๆ ไม่ใช่แค่นั่งคุยกันในห้องประชุมเท่านั้น นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่กำลังจับตาการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่
สำหรับประชาชนทั่วไป โครงการอย่างไทยช่วยไทยพลัส จะเป็นเหมือนลมหายใจที่ช่วยให้มีเงินในกระเป๋ามากขึ้น สามารถช้อป ชิม ชิลล์ ได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ห้างร้าน ร้านอาหาร ตลาดสด หมุนเงินได้เร็วขึ้น เป็นวงจรบวกที่ทุกคนได้ประโยชน์
ในฐานะนักวิเคราะห์ เรามองว่านโยบาย ‘อนุทิน’เผยถกครม.เศรษฐกิจนัดแรก 27 เม.ย.เล็งดึง’เม็ดเงิน’เข้าระบบ นี้มีศักยภาพสูงในการฟื้นเศรษฐกิจ หากรัฐบาลสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ทันกำหนดและหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางกฎหมาย สิ่งสำคัญคือต้องติดตามผลการประชุมนัดแรกนี้ให้ดี เพราะจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนข้างหน้า
คุณคิดอย่างไรกับนโยบายเหล่านี้? มันจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยพุ่งทะยานได้จริงหรือไม่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้เราติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอัพเดทล่าสุดไปด้วยกัน!
ที่มา – ‘อนุทิน’เผยถกครม.เศรษฐกิจนัดแรก 27 เม.ย.เล็งดึง’เม็ดเงิน’เข้าระบบ