อิหร่านจี้สหรัฐเลิกวาทกรรมข่มขู่-ปิดล้อมทะเล

สถานการณ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงตึงเครียด ล่าสุด อิหร่านจี้สหรัฐเลิก “วาทกรรมข่มขู่-ปิดล้อมทางทะเล” ถ้าอยากให้เจรจาคืบหน้า โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทยอิหร่านออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่ามาตรการเหล่านี้กำลังเป็นอุปสรรคหลักต่อกระบวนการพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหานิวเคลียร์และความสัมพันธ์ทวิภาคี

อิหร่านจี้สหรัฐเลิก “วาทกรรมข่มขู่-ปิดล้อมทางทะเล” ถ้าอยากให้เจรจาคืบหน้า

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 25 เมษายน นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทยอิหร่าน กล่าวอย่างหนักแน่นว่ารัฐบาลเตหะรานไม่มีวันยอมรับวาทกรรมข่มขู่หรือภาษาเชิงคุกคามจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ การปิดล้อมทางทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่สหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจาไม่สามารถก้าวหน้าได้

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก คิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของการค้าพลังงานทั่วโลก หากเกิดการปิดล้อมจริง จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันในเอเชียอย่างไทยและจีน อิหร่านมองว่านี่คือกลยุทธ์กดดันแบบ maximum pressure ที่ทรัมป์ใช้นับตั้งแต่ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2018

พื้นหลังความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐ

ความตึงเครียดครั้งนี้มีรากเหง้าจากนโยบายของสหรัฐฯ ที่เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการทหารต่ออิหร่าน โดยเฉพาะหลังจากทรัมป์ประกาศถอนตัวจาก JCPOA หรือข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทำไว้กับอิหร่านและชาติมหาอำนาจในปี 2015 สหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรหนักหน่วง ทำให้เศรษฐกิจอิหร่านทรุดตัวอย่างหนัก

  • อิหร่านเพิ่มระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินขีดจำกัดที่ตกลงไว้
  • สหรัฐฯ ส่งกองเรือรบไปประจำการในอ่าวเปอร์เซียเพื่อป้องกันการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน
  • เหตุการณ์โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของซาอุฯ ที่อิหร่านถูกกล่าวหา สร้างความตึงเครียดยิ่งขึ้น
  • การจับกุมเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอังกฤษ

ทั้งหมดนี้ทำให้การเจรจาครั้งใหม่ยากลำบาก อิหร่านยืนกรานว่าจะไม่ยอมให้สหรัฐฯ ใช้อำนาจทางทหารหรือเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือบีบบังคับ

การเจรจาล่าสุดที่ปากีสถาน

แม้จะมีสัญญาณบวกจากการเดินทางของคณะผู้แทนทั้งสองฝ่ายไปยังกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่โฆษกบากอาอียืนยันว่าไม่มีแผนการประชุมโดยตรงระหว่างนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยอิหร่าน กับคณะสหรัฐฯ ที่นำโดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านตะวันออกกลาง และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยประธานาธิบดีทรัมป์

ปากีสถานทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาแบบอ้อมๆ เนื่องจากมีความสัมพันธ์ดีกับทั้งสองฝ่าย แต่การขาดการพบปะตรงๆ แสดงให้เห็นว่าความไว้วางใจยังอยู่ในระดับต่ำ

ผลกระทบและโอกาสในการแก้ไข

อิหร่านจี้สหรัฐเลิก “วาทกรรมข่มขู่-ปิดล้อมทางทะเล” ถ้าอยากให้เจรจาคืบหน้า เป็นข้อความที่ชัดเจนจากเตหะราน หากสหรัฐฯ ลดระดับการกดดัน อาจเปิดทางให้การพูดคุยแบบสร้างสรรค์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เห็นว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020 อาจเป็นตัวแปรสำคัญ หากทรัมป์ชนะต่อ นโยบายแข็งกร้าวน่าจะคงอยู่

ในมุมมองของผู้เขียน การลดวาทกรรมข่มขู่และการผ่อนคลายมาตรการทางทะเลจะเป็นก้าวแรกที่จำเป็น เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งสันติภาพในตะวันออกกลาง คุณล่ะคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? เชื่อว่าเจรจาจะคืบหน้าได้หรือไม่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – อิหร่านจี้สหรัฐเลิก “วาทกรรมข่มขู่-ปิดล้อมทางทะเล” ถ้าอยากให้เจรจาคืบหน้า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *