อีสานโพลเผยเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัว
อีสานโพลเผยเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัว และครัวเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังต้องรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ กำลังซื้อ และความมั่นคงทางการเงินยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจจากมุมมองของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจ เพราะแม้จะเข้าสู่ช่วงปลายปีแล้ว แต่หลายครอบครัวยังไม่รู้สึกว่าสถานการณ์ดีขึ้นมากนัก
การสำรวจจัดทำโดยอีสานโพล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระหว่างวันที่ 4–6 ตุลาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,082 ราย ครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ข้อมูลที่ได้จึงช่วยสะท้อนทั้งภาระค่าใช้จ่าย ความกังวลเรื่องรายได้ ต้นทุนการผลิต และความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล
อีสานโพลเผยเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัว
ผลสำรวจระบุว่า คะแนนภาวะเศรษฐกิจและฐานะการเงินของครัวเรือนในไตรมาส 3 อยู่ที่ 4.78 จาก 10 คะแนน ถือเป็นระดับพอใช้ค่อนไปทางแย่ ขณะที่การคาดการณ์ไตรมาส 4 อยู่ที่ 4.80 คะแนน เพิ่มขึ้นเพียง 0.02 คะแนนเท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังไม่คาดหวังการฟื้นตัวที่ชัดเจนในช่วงที่เหลือของปี
เมื่อมองจากชีวิตประจำวัน สิ่งที่ประชาชนรู้สึกได้มากที่สุดคือราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายจำเป็นที่สูงขึ้น หลายครัวเรือนจึงต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้เงินใหม่ บางบ้านลดการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น ขณะที่บางบ้านต้องนำเงินออมออกมาใช้หรือหารายได้เสริมเพื่อประคองสถานการณ์
อีสานโพลเผยเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัว กระทบครัวเรือนอย่างไร
ประเด็นที่กระทบครัวเรือนมากที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ ค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 26.7 รองลงมาคือรายได้จากการทำงานหรือการค้าขายลดลง ร้อยละ 15.8 และต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นหรือราคาผลผลิตไม่ดี ร้อยละ 15.3 สะท้อนว่าผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนทำงานทั่วไปเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบอาชีพอิสระด้วย
- ค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น ร้อยละ 26.7
- รายได้จากการทำงานหรือค้าขายลดลง ร้อยละ 15.8
- ต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นหรือราคาผลผลิตไม่ดี ร้อยละ 15.3
- เงินไม่พอใช้หรือต้องนำเงินออมมาใช้ ร้อยละ 12.5
- หนี้สินเพิ่มขึ้นหรือผ่อนชำระหนี้ลำบาก ร้อยละ 9.8
- ตกงานหรือไม่มีงานทำ ร้อยละ 6.8
ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจครัวเรือนยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีรายได้ไม่แน่นอนหรือพึ่งพาภาคเกษตร หากต้นทุนยังสูงแต่ราคาผลผลิตไม่ปรับตัวดีขึ้น ก็ย่อมส่งผลต่อกำลังซื้อและการหมุนเวียนเงินในชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ค่าครองชีพยังเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง
สำหรับความกังวลในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ประชาชนร้อยละ 25.5 ระบุว่ากังวลเรื่องค่าครองชีพและรายจ่ายจำเป็นที่เพิ่มขึ้นเป็นอันดับแรก ตามด้วยต้นทุนการเกษตรและราคาผลผลิต ร้อยละ 15.9 เงินไม่พอใช้หรือต้องนำเงินออมมาใช้ ร้อยละ 15.6 และรายได้จากการทำงานหรือค้าขายลดลง ร้อยละ 13.2
เมื่อถามว่าหากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายในช่วง 2–3 เดือนข้างหน้า จะรับมืออย่างไร คำตอบส่วนใหญ่คือการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ร้อยละ 36.9 วิธีนี้เป็นทางเลือกแรกของหลายครอบครัว เพราะทำได้ทันทีและไม่เพิ่มภาระหนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ตอบอีกจำนวนไม่น้อยที่อาจต้องใช้เงินออม ขายทรัพย์สิน หารายได้เสริม หรือกู้ยืมเงิน
- ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ร้อยละ 36.9
- ใช้เงินออมหรือขายทรัพย์สิน ร้อยละ 18.5
- หารายได้เสริมหรือทำงานเพิ่ม ร้อยละ 16.6
- กู้เงินในระบบจากธนาคารหรือสหกรณ์ ร้อยละ 11.1
- กู้ยืมจากญาติหรือคนรู้จัก ร้อยละ 8.2
- เลื่อนหรือหยุดชำระหนี้บางส่วน ร้อยละ 4.9
- กู้เงินนอกระบบ ร้อยละ 3.8
แม้การลดค่าใช้จ่ายจะช่วยประคองครอบครัวได้ในระยะสั้น แต่หากต้องทำต่อเนื่องก็อาจกระทบคุณภาพชีวิตและการบริโภคในระยะยาว นอกจากนี้ การพึ่งพาเงินกู้หรือการขายทรัพย์สินยังเป็นสัญญาณว่าครัวเรือนบางส่วนมีสภาพคล่องจำกัดและอาจรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้ยาก
ประชาชนอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาอะไร
ปัญหาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขโดยเร็วที่สุดคือของแพงและค่าครองชีพสูง ร้อยละ 30.6 รองลงมาคือเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้อและยอดขายลดลง ร้อยละ 14.1 ปุ๋ยแพงหรือต้นทุนเกษตรสูง ร้อยละ 12.3 ค่าแรงต่ำหรือรายได้ไม่พอ ร้อยละ 11.0 และราคาพลังงานแพง ร้อยละ 11.0
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการช่วยเหลือชั่วคราว แต่ต้องการเห็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การเพิ่มรายได้ การสร้างงานที่มั่นคง การลดต้นทุนการผลิต การช่วยเหลือเกษตรกร และการดูแลราคาสินค้าที่จำเป็น หากนโยบายสามารถทำให้รายได้กลับมาเติบโตควบคู่กับการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ก็จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของครัวเรือนได้มากขึ้น
คะแนนผลงานเศรษฐกิจของรัฐบาลยังอยู่ระดับต่ำ
ผลสำรวจให้คะแนนผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในไตรมาส 3 เฉลี่ยเพียง 4.85 จาก 10 คะแนน สะท้อนว่าประชาชนมองผลงานอยู่ในระดับพอใช้ค่อนไปทางแย่ ขณะเดียวกัน เมื่อถามถึงความพึงพอใจต่อการใช้งบประมาณดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) พบว่ากลุ่มที่ค่อนข้างพอใจและพอใจมากรวมกันร้อยละ 43.9 สูงกว่ากลุ่มที่ไม่พอใจซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 17.9 แต่มีผู้ตอบว่าเฉย ๆ มากถึงร้อยละ 38.2
สัดส่วนผู้ที่ยังรู้สึกเฉย ๆ เป็นประเด็นที่น่าจับตา เพราะอาจหมายความว่าประชาชนบางส่วนยังไม่เห็นผลลัพธ์ของมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่าโครงการต่าง ๆ ช่วยลดภาระหรือเพิ่มรายได้ให้ประชาชนได้อย่างไร และควรติดตามผลในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถามว่ากระทรวงหลักด้านเศรษฐกิจใดมีผลงานโดดเด่นที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 34.7 ระบุว่ายังไม่เห็นหน่วยงานใดโดดเด่น รองลงมาคือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร้อยละ 15.4 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 11.5 กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 11.3 และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร้อยละ 7.4 ภาพรวมจึงสะท้อนว่าการรับรู้ผลงานของหน่วยงานเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจนในสายตาประชาชนจำนวนมาก
มุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4
จากผลสำรวจ อีสานโพลเผยเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัว และคาดว่าไตรมาส 4 จะฟื้นตัวยาก เนื่องจากคะแนนคาดการณ์เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ประชาชนยังต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาสินค้า รายได้ที่ไม่แน่นอน หนี้สิน และต้นทุนการเกษตร ดังนั้น การฟื้นเศรษฐกิจควรเน้นการทำให้เงินหมุนเวียนถึงครัวเรือนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการประกาศมาตรการในระดับนโยบาย
ในมุมของประชาชน การช่วยเหลือที่ดีควรตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้นอาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น ส่วนระยะยาวควรสร้างโอกาสในการทำงาน เพิ่มช่องทางขายสินค้า พัฒนาทักษะ และช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนได้จริง หากทำได้อย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสทำให้ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อค่อย ๆ กลับมา
บทสรุป: ผลสำรวจครั้งนี้เป็นสัญญาณสำคัญว่าครัวเรือนอีสานยังต้องการความช่วยเหลือที่จับต้องได้ อีสานโพลเผยเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัวอย่างชัดเจน และตัวเลขคาดการณ์ไตรมาส 4 ยังไม่แสดงการฟื้นตัวมากนัก ผู้เกี่ยวข้องจึงควรเร่งดูแลค่าครองชีพ รายได้ หนี้สิน และต้นทุนการผลิตควบคู่กัน เพื่อให้การฟื้นตัวเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของประชาชนจริง ๆ