เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที
เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที
กรมชลประทานแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังพื้นที่ตอนบนมีฝนตกหนักและมีฝนสะสมต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำเหนือไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องจึงควรติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปรับแผนระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,565 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำสะแกกรังบริเวณสถานี Ct.19 จังหวัดอุทัยธานี มีน้ำไหลผ่าน 554 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อนับรวมกับน้ำจากลำน้ำสาขา ทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที เริ่มทยอยปรับแบบขั้นบันได
ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ประมาณ +17.77 เมตร รทก. กรมชลประทานคาดการณ์ว่าในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 อาจเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 3,010 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อรวมกับน้ำจากลำน้ำสาขาอีกประมาณ 700–750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้มีน้ำเหนือเขื่อนประมาณ 3,600–3,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. ได้อนุมัติให้กรมชลประทานเพิ่มการระบายน้ำ โดยกำหนดให้ เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที การปรับระบายจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือปรับแบบขั้นบันได เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำให้ได้มากที่สุด
กรมชลประทานเริ่มทยอยปรับการระบายน้ำตั้งแต่เวลา 21.00 น. วันที่ 30 กันยายน 2569 จากอัตรา 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะเพิ่มเป็น 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในเวลา 02.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยจะปรับเพิ่มประมาณชั่วโมงละ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตามความเหมาะสม จากนั้นจะคงอัตราการระบายไว้และประเมินสถานการณ์เป็นระยะ
พื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังจากระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น
การเพิ่มการระบายน้ำอาจทำให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 15–30 เซนติเมตร แม้หน่วยงานจะพยายามบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ แต่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้แม่น้ำ ท่าน้ำ พื้นที่เกษตร และชุมชนที่มีประวัติน้ำเอ่อล้น
- จังหวัดพระนครศรีอยุธยา: อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร
- จังหวัดอ่างทอง: อำเภอวิเศษชัยชาญ ป่าโมก เมืองอ่างทอง และไชโย
- จังหวัดสิงห์บุรี: อำเภออินทร์บุรี พรหมบุรี และเมืองสิงห์บุรี
- จังหวัดชัยนาท: อำเภอสรรพยา
สำหรับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ควรติดตามข่าวสารจากกรมชลประทาน จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ หากมีสิ่งของสำคัญหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ในจุดต่ำ ควรย้ายขึ้นที่สูง รวมถึงตรวจสอบเส้นทางสัญจรและเตรียมอุปกรณ์จำเป็น เช่น ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง ยาประจำตัว และเอกสารสำคัญให้พร้อม
การบริหารน้ำเพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ
กรมชลประทานจะใช้ระบบชลประทานทั้งสองฝั่ง รวมถึงพื้นที่ว่างเหนือเขื่อน เพื่อช่วยรับและชะลอน้ำ โดยมีเป้าหมายควบคุมการระบายด้านท้ายเขื่อนให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น การดำเนินงานจะปรับตามปริมาณฝน น้ำท่า และระดับน้ำจริงในแต่ละพื้นที่ หากไม่มีฝนตกเพิ่มเติม หน่วยงานจะทยอยลดการระบายลงตามลำดับ
นอกจากนี้ ยังมีแผนเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลผ่านคลองลัดโพธิ์ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาน้ำทะเลขึ้นและน้ำทะเลลง วิธีการดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลดระยะเวลาที่น้ำสะสมในพื้นที่ลุ่มต่ำ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน และระดับน้ำทะเลในแต่ละช่วงเวลา
สถานการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการติดตามข้อมูลน้ำแบบวันต่อวันมีความสำคัญมาก เพราะระดับน้ำสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากทั้งฝนในพื้นที่ตอนบน น้ำจากลำน้ำสาขา และปัจจัยด้านการระบายน้ำ ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนก แต่ควรเตรียมตัวอย่างมีสติและรับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้
ข้อแนะนำ: หากพักอาศัยริมแม่น้ำเจ้าพระยาหรือแม่น้ำน้อย ควรตรวจสอบแนวป้องกันน้ำ ยกของขึ้นที่สูง และแจ้งผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดบ้านให้เตรียมพร้อม การเฝ้าระวังตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสียหายได้มาก เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันติดตามสถานการณ์ ก็จะสามารถรับมือกับการเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น
ที่มา – เหนือเพิ่มต่อเนื่องเขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำไม่เกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที