เครือข่ายนักวิชาการอีสานจี้ทบทวน 3 โครงการใหญ่
เครือข่ายนักวิชาการอีสาน ร่วมกับองค์กรชุมชนและประชาชน ออกจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล เนื่องในโอกาสการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ครั้งที่ 2/2569 ที่จังหวัดอุดรธานี โดยเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีทบทวนแนวทางพัฒนาภาคอีสานที่มุ่งเน้นโครงการขนาดใหญ่และการใช้ทรัพยากรเป็นหลัก พร้อมเสนอให้รัฐบาลรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่อย่างจริงจังมากขึ้น
สาระสำคัญของจดหมายเปิดผนึกคือการตั้งคำถามต่อการจัดสรรงบประมาณจำนวน 35,064 ล้านบาท สำหรับ 36 โครงการ เนื่องจากหลายโครงการอาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว โดย เครือข่ายนักวิชาการอีสานจี้ทบทวน 3 โครงการใหญ่ ที่เห็นว่ายังไม่ควรเร่งรัดดำเนินการ หากยังไม่มีการประเมินผลกระทบรอบด้านและการมีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่
เครือข่ายนักวิชาการอีสานจี้ทบทวน 3 โครงการใหญ่
ตลอดระยะเวลาประมาณ 60 ปีที่ผ่านมา ภาคอีสานถูกใช้เป็นพื้นที่รองรับนโยบายและโครงการพัฒนาจากส่วนกลางหลายรูปแบบ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากยังต้องเผชิญกับปัญหาความยากจน หนี้สินครัวเรือน และความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้ พื้นที่ป่าไม้ยังลดลงจากประมาณร้อยละ 50 เหลือเพียงร้อยละ 14.8 สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับภูมินิเวศอาจทำให้ต้นทุนทางธรรมชาติของภาคอีสานลดลงอย่างต่อเนื่อง
3 โครงการที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ
- โครงการกระเช้าภูกระดึง ใช้งบประมาณประมาณ 1,757 ล้านบาท เครือข่ายฯ กังวลว่าการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดใหญ่อาจเกินขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันรองรับนักท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 3,500 คนต่อวัน หากมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาก อาจกระทบต่อระบบนิเวศ สัตว์ป่า แหล่งน้ำ และอัตลักษณ์ของการท่องเที่ยวภูกระดึงที่เน้นการเดินเท้าและการสัมผัสธรรมชาติ
- โครงการอ่างเก็บน้ำผาเค้าเฮ้า จังหวัดเลย มีงบประมาณสำหรับการศึกษา EIA ราว 40 ล้านบาท แต่คาดว่าค่าก่อสร้างจริงอาจสูงถึง 2,600 ล้านบาท อีกทั้งอาจทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ เครือข่ายฯ จึงเสนอให้พิจารณาระบบบริหารจัดการน้ำขนาดเล็กในระดับชุมชน ควบคู่กับการทำเกษตรอัจฉริยะหรือสมาร์ทฟาร์มที่ใช้เทคโนโลยี IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
- โครงการพัฒนาด้านการเดินทางและขนส่ง ใช้งบประมาณประมาณ 944 ล้านบาท โดยเน้นการปรับปรุงถนนเป็นหลัก แต่ยังขาดการวางแผนระบบขนส่งมวลชนสาธารณะและระบบรางที่เชื่อมโยงเมืองรอง หากลงทุนเฉพาะถนน อาจไม่ช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและการเดินทางให้ประชาชนอย่างทั่วถึง
นอกจากการทบทวนโครงการขนาดใหญ่แล้ว เครือข่ายยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว ซึ่งมีความเสี่ยงขยายไปยังลุ่มน้ำชี มูล และโขง หากไม่มีมาตรการควบคุมที่รวดเร็วและเป็นระบบ ปัญหาดังกล่าวอาจกระทบต่ออาชีพประมง ความมั่นคงทางอาหาร และระบบนิเวศน้ำจืดของหลายจังหวัด
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือการตรวจพบสารหนูในแม่น้ำโขงบริเวณภาคอีสานตอนบน โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดเลย ในระดับสูงกว่ามาตรฐานถึง 4.5 เท่า เครือข่ายฯ มองว่าปัญหานี้อาจเกี่ยวข้องกับผลกระทบข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงข้อกังวลเกี่ยวกับโครงการเหมืองแร่โพแทชในภาคอีสาน รัฐบาลจึงควรเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบแหล่งที่มา และวางระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้
นอกจากนี้ ยังมีความห่วงกังวลต่อร่างแผน PDP 2026 ซึ่งอาจเพิ่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กมากถึง 30 แห่งทั่วประเทศ เครือข่ายฯ เห็นว่าการตัดสินใจด้านพลังงานควรพิจารณาความปลอดภัย ผลกระทบต่อชุมชน การจัดการกากเชื้อเพลิง และทางเลือกพลังงานหมุนเวียนอย่างรอบด้าน ไม่ควรเร่งผลักดันโครงการที่อาจสร้างภาระระยะยาวโดยขาดการมีส่วนร่วมจากสังคม
แนวทางพัฒนาอีสานอย่างยั่งยืน
ข้อเสนอสำคัญของเครือข่ายคือการปรับบทบาทของภาคอีสานให้เป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์เกษตรนิเวศ” หรือ Agroecology โดยวางแผนการเกษตรให้เหมาะสมกับภูมินิเวศ 5 รูปแบบ ได้แก่ ภูเขา โคก ทุ่ง ทาม และเมือง แนวทางนี้จะช่วยลดการใช้สารเคมี เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และทำให้เกษตรกรปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น
ภาครัฐควรสนับสนุนเงินอุดหนุน มาตรการภาษี องค์ความรู้ และตลาดที่เป็นธรรม เพื่อช่วยให้เกษตรกรเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่ปลอดภัยและมีมูลค่าสูง พร้อมส่งเสริมอุตสาหกรรมสะอาด พลังงานหมุนเวียนระดับท้องถิ่น การแปรรูปสินค้าเกษตรตามแนวคิด BCG บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ลดการปล่อยคาร์บอน
ในระยะยาว ภาคอีสานอาจกลายเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับรองรับผลกระทบจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากมีพื้นที่สูงและมีศักยภาพด้านอาหาร รัฐบาลจึงควรเริ่มวางรากฐานเศรษฐกิจสีเขียวตั้งแต่วันนี้ แทนการพึ่งพาอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษหรือใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด
ประเด็นที่ เครือข่ายนักวิชาการอีสานจี้ทบทวน 3 โครงการใหญ่ ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธการพัฒนา แต่เป็นการเรียกร้องให้การพัฒนาตอบโจทย์คนในพื้นที่ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และมองผลกระทบในระยะยาวมากกว่าตัวเลขงบประมาณหรือความรวดเร็วในการก่อสร้าง รัฐบาลควรเปิดพื้นที่ให้ชุมชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมร่วมออกแบบอนาคตของอีสาน เพื่อให้การพัฒนาเดินหน้าได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
ความคิดเห็นของประชาชนในวันนี้จึงมีความสำคัญต่ออนาคตของภูมิภาค หากทุกฝ่ายร่วมกันตรวจสอบข้อมูล เสนอทางเลือกที่เหมาะสม และผลักดันนโยบายที่รักษาทรัพยากรไว้ให้คนรุ่นต่อไป อีสานก็จะสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเป็นรากฐานสำคัญของประเทศไทยในอนาคตได้
ที่มา – ‘เครือข่ายนักวิชาการอีสาน’ ยื่นจดหมายเปิดผนึกจี้ ครม.สัญจรอุดรฯ ทบทวน 3 โครงการใหญ่