เจาะประเด็นการเมือง ‘ส้ม-ฟ้า’ ปลุกปมทุจริต ‘ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก’
ช่วงนี้แวดวงการเมืองไทยกลับมาคึกคักและดุเดือดอีกครั้ง โดยเฉพาะการเมืองท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานครที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความโปร่งใสในการบริหารงานอย่างหนัก จนเกิดวาทกรรมทางการเมืองที่หลายฝ่ายต่างกล่าวถึงและนำมาอ้างอิงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือเรื่อง ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก ที่ถูกหยิบยกมาสะท้อนถึงการทุจริตคอร์รัปชันในระดับหน่วยงาน
เจาะประเด็นการเมือง ‘ส้ม-ฟ้า’ ปลุกปมทุจริต ‘ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก’
ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียงวิจารณ์ลอยๆ แต่มีการออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวและเปิดข้อมูลถึงสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบอากง” ซึ่งเป็นการกล่าวหาว่ามีกลุ่มบุคคลอยู่เบื้องหลังการเรียกรับผลประโยชน์และการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในเขตพื้นที่ต่างๆ ของ กทม. ทำให้เกิดคำถามตามมาถึงการใช้อำนาจของผู้บริหาร ว่าที่ผ่านมาได้มีการจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังเพียงใด
การขยายผลปมฉาวผ่านวาทกรรม ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก
ทั้งฝั่งพรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชน ต่างมีความเห็นในรูปแบบเดียวกันว่า ปัญหาการทุจริตไม่ว่าจะยุคไหนมักจะมาจากตัวบุคคลผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด การที่หยิบยกประโยค ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก มาพูดถึงนั้น เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า หากผู้บริหารไม่ยอมรับหรือปล่อยปละละเลย ผลกระทบย่อมกระจายลงสู่ระดับล่างอย่างเลี่ยงไม่ได้
- การตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม
- การเปิดโปงขบวนการทุจริตในเขต กทม.
- ความคาดหวังของประชาชนต่อความโปร่งใสในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในฟากของผู้บริหารเดิมก็ได้ออกมาโต้ตอบและยืนยันว่า การดำเนินการที่ผ่านมาเน้นหลักความโปร่งใส หากมีหลักฐานชัดเจนก็ยินดีให้มีการตรวจสอบทันที แต่ก็เตือนทีมงานและสังคมว่าอย่าประมาทกับการเมืองในช่วงโค้งสุดท้าย เพราะการสร้างกระแสหรือการกล่าวหาอาจเป็นกลยุทธ์ในช่วงหาเสียงที่ต้องใช้วิจารณญาณในการรับฟัง
นอกเหนือจากเรื่องของ กทม. แล้ว ประเด็นทุจริตยังลามไปถึงการตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยฝั่งพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้มีการเดินเกมกดดันอย่างหนักเกี่ยวกับมาตรฐานการทำงานขององค์กรอิสระ ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมต้องจับตาดูต่อไปว่า จุดจบของเรื่องราวเหล่านี้จะลงเอยอย่างไร
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ประชาชนใน กทม. ทุกวันนี้มีความตื่นตัวสูงมาก การนำเสนอข้อมูลความไม่ชอบมาพากลถือเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ‘ทางออกที่เป็นรูปธรรม’ พรรคการเมืองที่เสนอตัวเข้ามาทำงานต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาจะทำอย่างไรให้ระบบราชการสะอาดขึ้น ไม่ใช่แค่การใช้วาทกรรมทางการเมืองเพื่อล้มคู่แข่งเพียงอย่างเดียว ท้ายที่สุดแล้วอำนาจตัดสินใจอยู่ที่ประชาชนว่าจะเลือกเชื่อข้อมูลทางไหนและมอบความไว้วางใจให้กับใครในการดูแลเมืองหลวงแห่งนี้
ที่มา – เกาะประเด็นการเมือง ‘ส้ม-ฟ้า’ ปลุกปมทุจริต ‘ถ้าหัวไม่ส่าย หางก็ไม่กระดิก’

