เท็ด บันดีฆ่าสาววัยรุ่นเมื่อ 52 ปีก่อน จากดีเอ็นเอ
คดีเก่าที่เคยสร้างความสงสัยให้กับครอบครัวและผู้คนในรัฐยูทาห์กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังเจ้าหน้าที่เปิดเผยหลักฐานดีเอ็นเอชิ้นใหม่ที่เชื่อมโยง เท็ด บันดี ฆาตกรต่อเนื่องชื่อดังของสหรัฐฯ เข้ากับการเสียชีวิตของเมลิสซา แอนน์ สมิธ เด็กสาววัย 17 ปี ซึ่งหายตัวไปเมื่อปีค.ศ. 1974 หรือประมาณ 52 ปีก่อน
การยืนยันครั้งนี้ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญของคดี เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนเพียงพอจะระบุตัวผู้ก่อเหตุ แม้ชื่อของบันดีจะถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ต้องสงสัยมานานหลายทศวรรษ ผลตรวจดีเอ็นเอที่นำมาใช้วิเคราะห์ในปัจจุบันจึงช่วยเติมช่องว่างของการสืบสวน และทำให้คดีที่หยุดนิ่งกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง
เท็ด บันดีฆ่าสาววัยรุ่นเมื่อ 52 ปีก่อน
ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐยูทาห์ เมลิสซา แอนน์ สมิธ หายตัวไปอย่างลึกลับในปีค.ศ. 1974 ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะพบร่างของเธอในอีกไม่กี่วันต่อมา คดีดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจอย่างมาก เนื่องจากผู้เสียชีวิตยังเป็นวัยรุ่น และการค้นพบร่างเกิดขึ้นในสภาพที่บ่งชี้ว่าเธออาจถูกทำร้ายอย่างรุนแรง
หลักฐานใหม่ที่พบมีความเกี่ยวข้องกับคดีของลอรา แอนน์ เอมี เด็กสาววัย 17 ปีอีกรายจากรัฐยูทาห์ ซึ่งถูกสังหารในปีเดียวกัน เจ้าหน้าที่เคยประกาศเมื่อเดือนเมษายนว่า บันดีเป็นผู้ลงมือในคดีของเอมี โดยผลตรวจสารคัดหลั่งจากร่างผู้เสียชีวิตตรงกับโปรไฟล์ดีเอ็นเอของบันดีที่ถูกเก็บไว้ในระบบ
หลักฐานดีเอ็นเอช่วยคลี่คลายคดีเก่า
จุดเปลี่ยนของการสืบสวนเกิดขึ้นเมื่อทีมงานนำหลักฐานจากคดีของเอมีมาเปรียบเทียบกับหลักฐานที่กู้คืนได้จากร่างของสมิธ การตรวจวิเคราะห์แบบ Y-STR ซึ่งมุ่งตรวจหาลักษณะทางพันธุกรรมบนโครโมโซม Y พบว่าดีเอ็นเอจากทั้งสองคดีมีความสอดคล้องกันในระดับที่สำคัญต่อการสืบสวน
การตรวจแบบ Y-STR มักใช้ในงานนิติวิทยาศาสตร์เพื่อวิเคราะห์สารพันธุกรรมที่มาจากเพศชาย โดยเฉพาะกรณีที่ตัวอย่างดีเอ็นเอมีปริมาณน้อยหรือปะปนกับสารพันธุกรรมของผู้เสียชีวิต แม้การตรวจประเภทนี้จะต้องพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่น แต่ผลที่ได้สามารถช่วยจำกัดวงผู้ต้องสงสัยและเชื่อมโยงเหตุการณ์จากหลายพื้นที่เข้าด้วยกัน
- หลักฐานจากคดีของลอรา แอนน์ เอมี เชื่อมโยงกับโปรไฟล์ดีเอ็นเอของเท็ด บันดี
- ผลตรวจ Y-STR จากคดีของเอมีมีลักษณะตรงกับหลักฐานในคดีของเมลิสซา แอนน์ สมิธ
- ข้อมูลใหม่ช่วยให้เจ้าหน้าที่กลับมาตรวจสอบคดีที่เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนได้อีกครั้ง
- การเก็บรักษาหลักฐานเดิมมีบทบาทสำคัญต่อการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่
ก่อนหน้านี้ บันดีเคยรับสารภาพเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมหลายคดี รวมถึงคดีของเอมี อย่างไรก็ตาม คำสารภาพเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่สามารถตอบคำถามได้ครบทุกประเด็น หลักฐานดีเอ็นเอจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างผู้ต้องสงสัยกับสถานที่หรือผู้เสียชีวิต
ตลอดช่วงปีค.ศ. 1974 ถึง 1978 บันดีถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมต่อผู้หญิงหลายรายในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ รวมถึงรัฐฟลอริดา เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีฆาตกรรมหลายคดี และถูกประหารชีวิตในปีค.ศ. 1989 แม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ในหลายพื้นที่ยังคงตรวจสอบแฟ้มคดีเก่าที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับเขา
กรณี เท็ด บันดีฆ่าสาววัยรุ่นเมื่อ 52 ปีก่อน ยังสะท้อนให้เห็นว่าคดีอาชญากรรมไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดลงเพียงเพราะเวลาผ่านไปนาน เทคโนโลยีตรวจดีเอ็นเอมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตัวอย่างหลักฐานที่เคยวิเคราะห์ไม่ได้ในอดีตอาจให้คำตอบได้ในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่จึงสามารถนำเส้นผม สารคัดหลั่ง เนื้อเยื่อ หรือวัตถุที่ถูกเก็บรักษาไว้มาตรวจซ้ำด้วยวิธีที่ละเอียดกว่าเดิม
โรซี ริเวรา นายอำเภอแห่งซอลต์เลกเคาน์ตี ระบุว่า คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาหลักฐาน แม้เวลาจะล่วงเลยไปหลายทศวรรษ เจ้าหน้าที่ยังสามารถหยิบยกแฟ้มคดีขึ้นมาตรวจสอบใหม่ได้เสมอ คำกล่าวนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และพยายามหาคำตอบให้กับคดีที่ยังค้างคา
สำหรับครอบครัวของเมลิสซา การค้นพบครั้งนี้อาจไม่สามารถย้อนคืนสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่การระบุตัวผู้ก่อเหตุอย่างมีหลักฐานรองรับย่อมช่วยปิดคดีในทางกฎหมายและลดความคลุมเครือที่ดำเนินมายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ เรื่องนี้จึงเป็นทั้งความคืบหน้าของคดีฆาตกรรมและบทเรียนสำคัญว่า หลักฐานทุกชิ้นควรได้รับการเก็บรักษาอย่างรอบคอบ เพราะในอนาคตเทคโนโลยีอาจช่วยเปิดเผยความจริงที่เคยถูกซ่อนอยู่ได้
ท้ายที่สุด ข่าว เท็ด บันดีฆ่าสาววัยรุ่นเมื่อ 52 ปีก่อน เตือนให้เห็นถึงพลังของวิทยาศาสตร์และความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการติดตามความจริง ผู้อ่านสามารถติดตามความคืบหน้าของคดีอาชญากรรมเก่าและพัฒนาการด้านนิติวิทยาศาสตร์ได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อทำความเข้าใจว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มีบทบาทต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างไร
ที่มา – เจอเหยื่อเพิ่ม! หลักฐานดีเอ็นเอชี้ ฆาตกรต่อเนื่องชื่อดังคือผู้สังหารสาววัยรุ่นเมื่อ 52 ปีก่อน

