‘เท้ง’ฉะ’อนุทิน’ขาดความกล้าหาญทางการเมือง ปมทุจริตสอบ
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและนายอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างดุเดือด โดยมองว่ารัฐบาลชุดนี้กำลัง‘เท้ง’ฉะ’อนุทิน’ขาดความกล้าหาญทางการเมือง ในการจัดการปัญหาการทุจริตสอบท้องถิ่นที่มีผู้เกี่ยวข้องสูงถึง 5,925 ราย
‘เท้ง’ฉะ’อนุทิน’ขาดความกล้าหาญทางการเมือง ปมทุจริตสอบ
เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่กระทรวงมหาดไทยส่งเรื่องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการถอดถอนข้าราชการที่ทุจริตสอบด้วยตนเอง ซึ่งทางผู้นำฝ่ายค้านมองว่านี่คือกลยุทธ์การผลักภาระที่ชัดเจนที่สุด แทนที่รัฐบาลจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดการปัญหา กลับเลือกใช้วิธีโยนภาระให้ท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบเซ็นคำสั่งแทน การกระทำเช่นนี้ย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลอาจกำลังกลัวผลกระทบจากการซักฟอกในสภา จึงไม่กล้าตัดสินใจเด็ดขาดด้วยอำนาจที่มีอยู่
วิเคราะห์ทำไมรัฐบาลถึงเลี่ยงจัดการเอง
การที่รัฐบาลแสดงท่าทีผ่านสื่อว่าเอาจริงเอาจัง แต่ในทางปฏิบัติกลับสั่งการให้ท้องถิ่นไปจัดการกันเองนั้น สะท้อนให้เห็นว่า ‘เท้ง’ฉะ’อนุทิน’ขาดความกล้าหาญทางการเมือง อย่างยิ่ง เพราะกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจเต็มในการจัดการเรื่องนี้โดยตรง การที่รัฐบาลเลือกทำเช่นนี้มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:
- การหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางการเมือง: รัฐบาลพยายามลดแรงปะทะโดยให้ท้องถิ่นรับหน้าเสื่อแทน
- ความเชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจ: มีการตั้งคำถามถึงความเกี่ยวข้องของนักการเมืองในพรรคภูมิใจไทยกับเหตุการณ์ทุจริตต่างๆ
- กลัวการอภิปรายไม่ไว้วางใจ: การพยายามเตะสกัดฝ่ายค้านไม่ให้ตรวจสอบคือสัญญาณของความไม่โปร่งใส
ในมุมมองของพรรคประชาชน การแก้ปัญหาการทุจริตที่ฝังรากลึกในระบบราชการไทยต้องเริ่มจากความจริงใจของผู้มีอำนาจ หากรัฐบาลยังคงใช้วิธีการแบบ ‘เตะถ่วง’ หรือผลักภาระให้ผู้อื่นเช่นนี้ ประชาชนย่อมสูญเสียความเชื่อมั่น และปัญหาทุจริตสอบหรือปัญหา ‘ตั๋วเทา’ ต่างๆ จะไม่มีวันถูกแก้ไขได้อย่างยั่งยืน การทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้ผู้มีอำนาจใช้วิธีการทางการเมืองมาปิดกั้นความถูกต้อง
ท้ายที่สุดแล้ว ความกล้าหาญทางการเมืองไม่ใช่แค่การออกมาให้ข่าวรายวัน แต่คือการลงมือจัดการปัญหาด้วยความรับผิดชอบและเป็นธรรม หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยต่อการตรวจสอบ ประชาชนคือผู้ที่จะตัดสินผ่านการเลือกตั้งในอนาคต