เปิดศึกซักฟอกรัฐบาล 7-11 ธ.ค. รวม 72 ชม.
การเมืองไทยเตรียมเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ หลังคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร 3 ฝ่าย มีมติกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอย่างเป็นทางการ โดยวางกรอบการประชุมระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคม 2569 รวมเวลาทั้งหมด 72 ชั่วโมง การกำหนดวันดังกล่าวถือเป็นความเคลื่อนไหวที่หลายฝ่ายจับตา เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญ เป็นเวทีที่ฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล และเปิดโอกาสให้รัฐบาลชี้แจงข้อกล่าวหาต่อที่ประชุมสภา
การประชุมคณะกรรมการ 3 ฝ่ายจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม เวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา โดยมี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วานิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พร้อมด้วยตัวแทนจากคณะรัฐมนตรี วิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้านเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อกำหนดวันประชุม รวมถึงจัดสรรเวลาให้แต่ละฝ่ายสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
เปิดศึกซักฟอกรัฐบาล 7-11 ธ.ค. รวม 72 ชม.
มติที่ประชุมกำหนดรูปแบบการอภิปรายเป็นสูตร 4+1 หมายถึง ใช้เวลาอภิปราย 4 วัน ระหว่างวันที่ 7-10 ธันวาคม 2569 และใช้วันที่ 11 ธันวาคมสำหรับการลงมติไม่ไว้วางใจ รวมระยะเวลาทั้งหมด 72 ชั่วโมง การจัดตารางลักษณะนี้ช่วยให้ฝ่ายค้านมีเวลานำเสนอข้อมูลอย่างเต็มที่ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลและคณะรัฐมนตรียังมีเวลาชี้แจงและตอบข้อกล่าวหาตามสัดส่วนที่ตกลงร่วมกัน
เปิดศึกซักฟอกรัฐบาล 7-11 ธ.ค. รวม 72 ชม. แบ่งเวลาอย่างไร
สำหรับการแบ่งเวลา ที่ประชุมกำหนดให้ฝ่ายค้านได้รับเวลาอภิปราย 51 ชั่วโมง ส่วนคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลได้รับเวลา 17 ชั่วโมง และประธานในที่ประชุมได้รับเวลา 4 ชั่วโมง เพื่อใช้ควบคุมการอภิปรายให้เป็นไปตามข้อบังคับ การจัดสรรดังกล่าวสะท้อนว่าฝ่ายค้านจะมีบทบาทหลักในการนำเสนอประเด็นตรวจสอบ แต่รัฐบาลก็ยังมีเวลาชี้แจงรายละเอียดและตอบคำถามจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
- วันที่ 7-9 ธันวาคม 2569: ประชุมวันละ 19 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. และคาดว่าจะพักการประชุมเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันถัดไป
- วันที่ 10 ธันวาคม 2569: อภิปรายเป็นวันสุดท้าย ใช้เวลา 15 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 08.00-23.00 น.
- วันที่ 11 ธันวาคม 2569: ลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
- เวลารวมทั้งหมด: 72 ชั่วโมง แบ่งเป็นฝ่ายค้าน 51 ชั่วโมง รัฐบาลและคณะรัฐมนตรี 17 ชั่วโมง และประธานในที่ประชุม 4 ชั่วโมง
ในส่วนของผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนคณะรัฐมนตรี นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน รวมถึงนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม
การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มีแนวโน้มได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นวงกว้าง เนื่องจากใช้เวลาหลายวันและมีประเด็นทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล ฝ่ายค้านจะต้องเตรียมข้อมูล เอกสาร และข้อกล่าวหาให้มีความชัดเจน ขณะเดียวกันรัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมคำชี้แจงที่รอบด้าน เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสภาและสาธารณชน
สำหรับประชาชน การติดตามการอภิปรายควรพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ควรตัดสินจากถ้อยคำหรือคลิปสั้นเพียงบางช่วง การอภิปรายในสภามีทั้งข้อมูล ข้อโต้แย้ง และการตอบคำถามจากหลายฝ่าย การรับฟังอย่างรอบคอบจะช่วยให้ประชาชนประเมินได้ว่าข้อกล่าวหามีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด และคำชี้แจงของรัฐบาลสามารถตอบข้อสงสัยได้ครบถ้วนหรือไม่
นอกจากประเด็นด้านการเมืองแล้ว กรอบเวลาการประชุมที่ยาวนานถึง 72 ชั่วโมงยังสะท้อนความเข้มข้นของการตรวจสอบรัฐบาล การประชุมต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงกลางดึกอาจทำให้สมาชิกสภาต้องบริหารเวลาและเตรียมตัวอย่างหนัก ขณะเดียวกันประธานในที่ประชุมก็ต้องควบคุมขั้นตอนให้เป็นไปตามระเบียบ ลดการประท้วงที่ไม่จำเป็น และรักษาบรรยากาศการอภิปรายให้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
ประเด็นสำคัญหลังจากนี้คือเนื้อหาของญัตติ รายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย และข้อมูลที่ฝ่ายค้านจะนำเสนอ รวมถึงความสามารถของรัฐบาลในการชี้แจงต่อข้อกล่าวหา ทั้งหมดจะเป็นปัจจัยที่ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจและประเมินทิศทางการเมืองหลังการลงมติในวันที่ 11 ธันวาคม 2569
โดยสรุป การกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคม 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองในสภา ฝ่ายค้านมีเวลาอภิปรายมากที่สุด ขณะที่รัฐบาลจะต้องใช้เวลาที่ได้รับอย่างมีประสิทธิภาพ การติดตามข้อมูลอย่างมีสติและตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้ประชาชนมองเห็นภาพการทำงานของทั้งสองฝ่ายได้ชัดเจนมากขึ้น
มุมมอง: เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีคุณค่าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายนำเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ ยึดข้อเท็จจริง และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับคำตอบที่ชัดเจน การตรวจสอบที่เข้มข้นควรนำไปสู่การแก้ปัญหาและพัฒนาการทำงานของรัฐบาล ไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางวาทกรรมเท่านั้น
ที่มา – ด่วน! วิป 3 ฝ่ายเคาะวันเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล 7-11 ธ.ค. รวมเวลา 72 ชม.