เอาผิด ‘พรรคส้ม’ ซ้ำอีก กับความขัดแย้งทางการเมืองไทยในปัจจุบัน
สถานการณ์การเมืองไทยช่วงนี้ดูเหมือนจะร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นความเคลื่อนไหวและท่าทีของ พรรคประชาชน (ปชน.) หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า พรรคส้ม ซึ่งดูเหมือนจะมีประเด็นร้อนให้ต้องถูกจับตามองอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่กระแสการเรียกร้องให้เอาผิด ‘พรรคส้ม’ ซ้ำอีก จากฝ่ายต่างๆ ในรัฐสภา
เอาผิด ‘พรรคส้ม’ ซ้ำอีก กับความท้าทายใหม่ในรัฐสภา
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระลอกใหม่เกิดขึ้นจากการวิพากษ์วิจารณ์กรณีคณะองคมนตรีเข้าร่วมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ โดยทางฝั่ง สว. มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวของพรรค ปชน. มีเจตนาที่จะสร้างความเข้าใจผิดและกระทบกระเทือนต่อสถาบันฯ ซึ่งมีการเตือนว่าอาจเข้าข่ายผิดเงื่อนไขข้อห้ามตามคำสั่งศาลที่เคยระบุไว้ต่อ สส. ของพรรคก่อนหน้านี้ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อเอาผิด ‘พรรคส้ม’ ซ้ำอีก โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
มุมมองต่อวาทกรรมและการเมืองเชิงสร้างสรรค์
นอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว ยังมีการปะทะคารมเรื่องวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” โดยฝั่งพรรคภูมิใจไทยได้ยืนยันว่าการเมืองควรเน้นไปที่การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อประชาชนมากกว่าการดิสเครดิตกันด้วยวาทกรรม โดยเน้นย้ำถึงความเป็นมาของการจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาว่าเติบโตจากกระบวนการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่ฝั่งพรรคประชาชนยังคงแสดงจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์ถึงช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่อาจนำไปสู่การผูกขาดอำนาจของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม
- ความขัดแย้งเรื่องการทำหน้าที่ขององคมนตรี
- ข้อถกเถียงเรื่องระบอบการเมืองสีต่างๆ
- ความโปร่งใสและปัญหาการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง
- ประเด็นความปลอดภัยภายในรัฐสภา
ในอีกด้านหนึ่ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้ให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจว่า ปัญหาของประชาธิปไตยไทยไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ “คน” ทั้งผู้เล่น ผู้เลือก และผู้จัดการเลือกตั้ง หากทุกฝ่ายไม่ปรับเปลี่ยนทัศนคติ การเมืองไทยก็จะยังคงวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งเดิมๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นอกจากนี้ยังมีประเด็นการบริหารจัดการสถานการณ์และภารกิจของรัฐบาลที่ต้องเผชิญกับตรวจสอบจากหลายภาคส่วน ทั้งเรื่องสุขภาพของรัฐมนตรี หรือกรณีข้อพิพาทชายแดนที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการเจรจาทางการทูต
บทเรียนจากการเมืองปัจจุบันสอนให้เห็นว่า การใช้วาทกรรมใส่ร้ายหรือการพยายามเอาผิด ‘พรรคส้ม’ ซ้ำอีก อาจเป็นเพียงปลายเหตุของความขัดแย้งทางความคิดที่หยั่งรากลึก สิ่งที่สังคมต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือความร่วมมือในการพัฒนาประเทศและการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง มากกว่าการมุ่งเน้นแต่จะเอาชนะกันในเชิงสัญลักษณ์หรือคดีความเท่านั้น
ที่มา – เอาผิด ‘พรรคส้ม’ ซ้ำอีก