“เอ็ตด้า”เข้มกฎหมายดีพีเอส ปิดช่องแอปอีคอมเมิร์ซ-เรียกรถ
เมื่อเร็วๆ นี้ นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการบังคับใช้ กฎหมายดีพีเอส อย่างเป็นทางการแล้วกว่า 2 ปี โดยในช่วงปลายปีนี้ จะมีการบังคับใช้ให้เข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากต้องการแก้ไขปัญหาเรื้อรังในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพของสินค้าที่ขายผ่านแอปอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศที่มักจะมีราคาถูกแต่ไม่ปลอดภัย
“เอ็ตด้า”เข้มกฎหมายดีพีเอส ปิดช่องแอปอีคอมเมิร์ซ-เรียกรถ
เพื่อป้องกันสินค้าคุณภาพต่ำ “เอ็ตด้า” ได้ร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการดำเนินการให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีความเสี่ยงสูง ต้องเพิ่มมาตรการตรวจสอบสินค้าที่วางขายให้เข้มงวด ต้องมีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และเครื่องหมาย อย. เป็นต้น โดยปัจจุบันมีแพลตฟอร์มที่อยู่ในบัญชีความเสี่ยงแล้ว 19 ราย และมีแผนจะเพิ่มอีก 3 รายภายในปลายปีนี้
แพลตฟอร์มอุทธรณ์เข้าข่าย “ดีพีเอส” กว่า 7 ราย
แม้จะมีการจัดเกณฑ์แพลตฟอร์มที่อยู่ในบัญชีความเสี่ยงแล้ว แต่ก็ยังมีแพลตฟอร์มจำนวน 7 รายที่ยื่นอุทธรณ์ว่าไม่เข้าข่ายเกณฑ์ที่กำหนด หรือไม่เห็นด้วยกับหน้าที่ที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่ง “เอ็ตด้า” อยู่ระหว่างการพิจารณาข้ออุทธรณ์เหล่านี้ หากยืนยันสุดท้ายแล้วว่ายังไม่เปลี่ยนแปลง แพลตฟอร์มที่เข้าข่ายทั้งหมดจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายดีพีเอสอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน
นอกจากนี้ยังมีปัญหาระหว่างผู้ให้บริการขนส่ง (ไรเดอร์) กับแพลตฟอร์มการขนส่งที่สะสมมายาวนานหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบค่าแรงที่ไม่โปร่งใส ค่าธรรมเนียมที่คลุมเครือ หรือแม้แต่เรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้บริการบนแท็กซี่บนแพลตฟอร์ม ซึ่ง “เอ็ตด้า” ได้ออกประกาศให้แต่ละแพลตฟอร์มต้องดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของแท็กซี่ รวมถึงประวัติผู้ขับ ใบขับขี่ และสภาพรถ เช่นเดียวกับแท็กซี่ทั่วไป
ยกระดับการตรวจสอบแพลตฟอร์มมากกว่า 1,900 ราย
ปัจจุบัน แพลตฟอร์มที่เข้ามาจดแจ้งตัวกับ “เอ็ตด้า” แล้วมีจำนวน 1,925 ราย แต่ยังอยู่ในช่วงเก็บข้อมูลและการตรวจสอบว่าข้อมูลที่แจ้งมานั้นถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีแพลตฟอร์มต่างประเทศหลายรายที่อ้างว่าตั้งอยู่นอกประเทศไทย จึงมองว่าไม่มีหน้าที่ต้องรายงานหรือเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานราชการไทย
เพื่อรับมือกับปัญหานี้ “เอ็ตด้า” กำลังพัฒนาระบบตรวจสอบที่แม่นยำมากขึ้น เช่น การวิเคราะห์มูลค่าของตลาด รายได้ในประเทศ รวมถึงกลุ่มบริการที่ให้แก่ผู้ใช้จ่ายในประเทศไทย เพื่อยืนยันว่าแพลตฟอร์มใดควรเข้าข่ายกฎหมายดีพีเอสหรือไม่ โดยถือว่ามีบทบาทสำคัญมากต่อการเสริมสร้างความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย
กฎหมายดีพีเอส เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขจัดปัญหาต่างๆ ในแพลตฟอร์มออนไลน์ และเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับการปกป้องมากขึ้นจากสินค้าและบริการมิหนำซ้ำ ด้วยวิธีการตรวจสอบและกำกับที่เข้มงวดขึ้น จะช่วยให้ตลาดดิจิทัลไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและมีความน่าเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศ
ที่มา – “เอ็ตด้า”ขันน็อต ก.ม.ดีพีเอส เข้มแอปอีคอมเมิร์ซ-เรียกรถ