แม่ทัพกุ้ง เยี่ยมศูนย์อพยพสนามช้างบุรีรัมย์ มั่นใจจบศึกเขมรได้
แม่ทัพกุ้ง
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พลเอก บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาค 2 หรือที่รู้จักกันในนาม แม่ทัพกุ้ง ได้เดินทางมาเยี่ยมผู้อพยพที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวสนามแข่งรถช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสถานที่หลบภัยสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา
บรรยากาศการเยี่ยมเป็นไปด้วยความคึกคัก เมื่อผู้อพยพทราบข่าวว่า แม่ทัพกุ้ง จะมาเยี่ยม ต่างพากันออกมาต้อนรับด้วยความดีใจ พร้อมขอถ่ายภาพร่วมกันอย่างเนื่องแน่น เรียกได้ว่าความทุกข์จากการต้องจากบ้านเรือนชั่วคราวได้หายไปชั่วขณะ
แม่ทัพกุ้ง กับการเยี่ยมผู้อพยพ
ระหว่างการพูดคุยกับประชาชน แม่ทัพกุ้ง ได้ให้กำลังใจด้วยถ้อยคำที่เป็นมิตรและอบอุ่น พร้อมสอบถามความเป็นอยู่และสิ่งที่ขาดแคลน ด้านผู้อพยพต่างรู้สึกปลาบปลื้มและมั่นใจมากขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน
ความมั่นใจจากแม่ทัพกุ้ง
ภายหลังการเยี่ยม แม่ทัพกุ้ง ได้ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้มาเยี่ยมทหารที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จึงถือโอกาสแวะเยี่ยมผู้อพยพที่ศูนย์อพยพสนามช้างบุรีรัมย์ด้วย
สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แม่ทัพกุ้ง ยืนยันว่า การทำงานของกองทัพยังคงเป็นไปตามปกติ ไม่ว่าจะมีการยุบสภารัฐบาลหรือไม่ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของทหารแต่อย่างใด
แม่ทัพกุ้ง เชื่อมั่นสถานการณ์จะดีขึ้น
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หาก แม่ทัพกุ้ง ยังคงดำรงตำแหน่งเดิม จะมีแนวทางการจัดการสถานการณ์อย่างไร ท่านได้ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“มันผ่านมาแล้ว เชื่อมั่นในการทำงานของแม่ทัพภาค 2 คนใหม่และผู้บัญชาการทหารสูงสุดว่าทำได้ดีและจะต้องสำเร็จ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่สงบในครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งที่ผ่านมา ถ้าหากมีการหยุดยิงเมื่อไหร่ ประชาชนตามแนวชายแดนจะอยู่กันอย่างมีความสุขแบบยาว ๆ แต่ตอนนี้ขอให้ประชาชนอดทนหน่อย เพราะหลังหยุดยิงทหารจะต้องเข้าไปเคลียร์พื้นที่ หากเรียบร้อยประชาชนตามแนวชายแดนก็จะอยู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป…”
ข้อความให้กำลังใจ
จากถ้อยคำของ แม่ทัพกุ้ง สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและมุ่งมั่นในการปกป้องประชาชน พร้อมทั้งให้กำลังใจให้ทุกคนอดทนและมีความหวัง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้อพยพมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป
แม่ทัพกุ้ง กับการดูแลประชาชน
การมาเยี่ยมของ แม่ทัพกุ้ง ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจแก่ผู้อพยพเท่านั้น แต่ยังเป็นการสื่อสารถึงความห่วงใยจากกองทัพต่อพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญของการเป็นทหารที่ต้องดูแลและปกป้องประชาชน
ด้วยความมั่นใจและการวางแผนที่รัดกุมของกองทัพ ทำให้ประชาชนมั่นใจว่า สถานการณ์จะคลี่คลายลงในไม่ช้า และจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างปลอดภัย


