โตโต้ยันมติ กมธ.กฎหมาย 7 ต่อ 0 ชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นการทำงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กำลังได้รับความสนใจ หลังมีมติ 7 ต่อ 0 ให้ส่งหนังสือเรียกนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเข้าชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน 15 วัน โดยนายปิยรัฐ จงเทพ หรือ “โตโต้” รองประธานกรรมาธิการฯ ยืนยันว่า ขั้นตอนทั้งหมดดำเนินการตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่สถานะขององค์ประชุมและอำนาจตามกฎหมายคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการ โดยฝ่ายกรรมาธิการชี้แจงว่า มติที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อติดตามให้ฝ่ายบริหารเข้ามาชี้แจงต่อฝ่ายนิติบัญญัติอย่างโปร่งใส

โตโต้ยันมติ กมธ.กฎหมาย 7 ต่อ 0 ชอบด้วยกฎหมาย

นายปิยรัฐอธิบายว่า เดิมคณะกรรมาธิการชุดนี้มีสมาชิกทั้งหมด 15 คน ประกอบด้วยกรรมาธิการจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตามหลักการประชุมทั่วไปจะต้องมีสมาชิกเข้าร่วมเกินกึ่งหนึ่ง หรืออย่างน้อย 8 คน จึงจะสามารถพิจารณาและลงมติได้ อย่างไรก็ตาม ระหว่างการประชุมมีกรรมาธิการรายหนึ่งยื่นลาออก ทำให้จำนวนผู้ปฏิบัติหน้าที่จริงลดลงเหลือ 14 คน

เมื่อจำนวนกรรมาธิการเปลี่ยนแปลง เกณฑ์องค์ประชุมจึงปรับตามจำนวนผู้ดำรงตำแหน่งที่มีอยู่ในขณะนั้น การมีสมาชิกเข้าร่วมประชุมตั้งแต่ 7 คนขึ้นไปจึงถือว่าครบองค์ประชุม ดังนั้น ผลการลงมติ 7 ต่อ 0 จึงเป็นมติที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายรองรับ ไม่ใช่มติที่เกิดจากการประชุมโดยไม่มีองค์ประชุม

เหตุผลที่มติ 7 ต่อ 0 มีผลตามกฎหมาย

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ การแต่งตั้งบุคคลเข้ามาแทนตำแหน่งกรรมาธิการที่ว่างลง นายปิยรัฐระบุว่า แม้จะมีข่าวว่าพรรคการเมืองหนึ่งเสนอชื่อบุคคลเข้ามาทดแทน แต่ในช่วงเวลาที่มีการประชุม กรรมาธิการยังไม่ได้รับหนังสือแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากประธานสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ บุคคลที่ถูกเสนอชื่อยังได้ขอลาออกในทันที ทำให้ยังไม่สามารถนับรวมเป็นกรรมาธิการที่ปฏิบัติหน้าที่ได้

ต่อมา สภาผู้แทนราษฎรจึงมีมติรับรองกรรมาธิการคนใหม่ในช่วงเย็น แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการประชุมของคณะกรรมาธิการเสร็จสิ้นและปิดประชุมไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาองค์ประชุมจึงต้องยึดตามสถานะของกรรมาธิการในเวลาที่มีการลงมติ ไม่สามารถนำการแต่งตั้งที่เกิดขึ้นภายหลังไปเปลี่ยนแปลงผลของมติเดิมได้

  • คณะกรรมาธิการเดิมมีสมาชิกทั้งหมด 15 คน
  • มีกรรมาธิการลาออก ทำให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่จริงเหลือ 14 คน
  • องค์ประชุมจึงต้องมีสมาชิกเข้าร่วมอย่างน้อย 7 คน
  • ผลลงมติ 7 ต่อ 0 จึงผ่านเกณฑ์องค์ประชุม
  • การแต่งตั้งสมาชิกใหม่เกิดขึ้นหลังปิดการประชุมแล้ว

สำหรับอำนาจในการเรียกนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง นายปิยรัฐกล่าวว่า กรรมาธิการไม่ได้อาศัยเพียงข้อบังคับการประชุมสภาเท่านั้น แต่ยังใช้พระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2558 มาตรา 13 ซึ่งกำหนดความรับผิดชอบของรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีในกรณีที่หน่วยงานหรือข้าราชการไม่เข้าชี้แจงตามหนังสือเรียก

สาระของมาตราดังกล่าวคือ หากรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีไม่ได้กำชับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือหน่วยงานในกำกับดูแลเดินทางมาชี้แจง บุคคลผู้รับผิดชอบจะต้องเข้าชี้แจงต่อที่ประชุมสภาด้วยตนเอง การดำเนินการครั้งนี้จึงถูกอธิบายว่าเป็นขั้นตอนตามกฎหมาย เพื่อให้ฝ่ายบริหารตอบคำถามต่อฝ่ายนิติบัญญัติ และทำให้ประชาชนได้รับทราบเหตุผลอย่างชัดเจน

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการได้ทำหนังสือติดตามไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีและประธานสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม พร้อมกำหนดให้ตอบกลับภายในวันที่ 22 ตุลาคม แต่เมื่อไม่มีคำตอบหรือคำสั่งกำชับให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง กรรมาธิการจึงเห็นว่าต้องเดินหน้าตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยส่งเรื่องให้ประธานสภาแจ้งนายกรัฐมนตรีให้เข้าชี้แจงภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือ

ในส่วนของกระแสข่าวที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วนเตรียมยื่นเรื่องร้องเรียนด้านจริยธรรมต่อประธานกรรมาธิการ นายปิยรัฐระบุว่า พร้อมนำข้อกฎหมายและขั้นตอนการทำงานมาพิสูจน์ เพราะกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า กรรมาธิการที่ปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่ได้รับจะไม่ถือว่ามีความผิด ตรงกันข้าม หากมีการละเว้นไม่ดำเนินการตามหน้าที่ อาจถูกตั้งคำถามเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้

กรณีนี้จึงสะท้อนความสำคัญของกลไกตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร เพราะการเชิญผู้มีอำนาจมาชี้แจงไม่ได้หมายความว่าเป็นการกล่าวหาว่ากระทำผิดล่วงหน้า แต่เป็นช่องทางให้หน่วยงานของรัฐอธิบายข้อเท็จจริง ตอบข้อสงสัย และแสดงความรับผิดชอบต่อการทำงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชน

โดยสรุป โตโต้ยันมติ กมธ.กฎหมาย 7 ต่อ 0 ชอบด้วยกฎหมาย จากเหตุผลเรื่ององค์ประชุม สถานะของกรรมาธิการในวันที่ลงมติ และการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคำสั่งเรียกฯ พ.ศ. 2558 ขั้นตอนต่อจากนี้จึงอยู่ที่การแจ้งหนังสืออย่างเป็นทางการ และการที่นายกรัฐมนตรีจะเข้าชี้แจงต่อสภาภายในกรอบเวลา 15 วันหรือไม่

ประเด็นนี้ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงเกี่ยวข้องกับความเห็นต่างทางการเมือง แต่ยังเป็นบททดสอบว่ากลไกตรวจสอบของรัฐสภาจะทำงานได้จริงเพียงใด ความชัดเจนของเอกสารและการชี้แจงต่อสาธารณะจะช่วยให้สังคมตัดสินข้อเท็จจริงได้อย่างรอบด้าน

หากต้องการติดตามข่าวการเมืองและการทำงานของรัฐสภา ควรตรวจสอบข้อมูลจากเอกสารทางราชการและคำชี้แจงของทุกฝ่ายควบคู่กัน เพื่อให้เข้าใจประเด็นอย่างเป็นธรรมและไม่ด่วนสรุปจากข้อมูลเพียงด้านเดียว

ที่มา – ‘โตโต้’ ยันมติ กมธ.กฎหมาย 7 ต่อ 0 บังคับนายกฯ แจงสภา ใน 15 วัน ชอบด้วยกฎหมาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *