โรงเรียนต้องโตกว่าเสียงปืน: กู้การศึกษาเด็กชายแดนไทย-กัมพูชา
ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อมานาน ไม่ได้ส่งผลต่อรัฐเท่านั้น แต่ยังสั่นสะเทือนชีวิตของเด็กๆ ที่ต้องหยุดเรียนกะทันหัน ภาพของครอบครัวที่ต้องอพยพหลบหนีท่ามกลางความโกลาหลกลายเป็นสิ่งที่เด็กๆ เห็นจนชินตา และเมื่อถึงศูนย์อพยพชีวิตก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งคำถามที่สำคัญคือ เราจะปล่อยให้การศึกษาของเด็กๆ เหล่านี้หยุดชะงักไปพร้อมกับเสียงปืนได้อย่างไร
โรงเรียนต้องโตกว่าเสียงปืน: กู้การศึกษาเด็กชายแดนไทย-กัมพูชา
การผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ในวิกฤตเป็นสิ่งจำเป็น มูลนิธิกระจกเงาและโรงเรียนในพื้นที่ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ได้ริเริ่มโครงการเพื่อเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็น Safe Space หรือพื้นที่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนบ้านหนองเทาหรือโรงเรียนบ้านด่านกลาง ต่างพยายามหาทางออกเพื่อไม่ให้เด็กๆ กลายเป็นผู้แบกรับโชคชะตาเพียงลำพัง
บทเรียนจากการกู้การศึกษาและเยียวยาใจ
แนวทางการจัดการศึกษาในสภาวะสงครามคือการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นบทเรียนใหม่ การดำเนินงานตามแผน โรงเรียนต้องโตกว่าเสียงปืน: กู้การศึกษาเด็กชายแดนไทย-กัมพูชา ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ดังนี้:
- การสำรวจความเป็นอยู่ของเด็กผ่านกลุ่มไลน์ผู้ปกครองเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำ
- การจัดทำใบงานและสื่อการเรียนรู้ที่ครูนำไปส่งให้ถึงศูนย์อพยพสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
- การออกแบบพื้นที่ให้เป็น Safe Space เพื่อให้เด็กกลับมาเรียนรู้และฟื้นฟูสภาพจิตใจ
- การติดตามอาการทางจิตใจของเด็กอย่างใกล้ชิด เพราะความรุนแรงส่งผลต่อสภาวะอารมณ์ของเด็กอย่างรุนแรง
นางยุพา สีดา ผอ.โรงเรียนบ้านหนองเทา เน้นย้ำว่า การทำให้โรงเรียนเป็นสถานที่ที่น่าสนใจ ช่วยให้เด็กอยากออกมาจากศูนย์อพยพและมีชีวิตปกติมากขึ้น ขณะที่นางปราณี ระงับภัย นักวิจัยด้านการศึกษาในภาวะวิกฤตระบุว่า ครูต้องมีทักษะการสอนที่ยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับข้อจำกัดที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องเห็นความสำคัญว่า โรงเรียนต้องโตกว่าเสียงปืน: กู้การศึกษาเด็กชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ใช่แค่โครงการหรือทฤษฎี แต่เป็นการรักษาอนาคตของเด็กไทยที่อาศัยอยู่ท่ามกลางวิกฤต ผู้ใหญ่ควรเร่งหาทางออกของความขัดแย้งโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เสียงปืนหยุดเงียบและเสียงหัวเราะของเด็กในห้องเรียนกลับมาดังอีกครั้ง
ที่มา – โรงเรียนต้องโตกว่าเสียงปืน เปิดแผนกู้การศึกษา-เยียวยาใจ ‘เด็กชายแดนไทย-กัมพูชา’ ในศูนย์อพยพ






