โสภณสั่งจำกัดอำนาจประธาน กมธ.

ประเด็นการใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการ หรือ กมธ. กำลังได้รับความสนใจจากสังคม หลังมีข้อถกเถียงว่าประธาน กมธ. สามารถเรียกบุคคลหรือหน่วยงานมาให้ข้อมูลได้ด้วยตัวเองหรือไม่ ล่าสุดมีแนวทางชัดเจนว่า โสภณสั่งจำกัดอำนาจประธาน กมธ. เพื่อให้การทำงานเป็นไปตามกฎหมาย โปร่งใส และไม่เกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขต

แนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธาน กมธ. ทั้ง 35 คณะ เพื่อหารือวิธีปฏิบัติงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องขอบเขตหน้าที่ การกำหนดระเบียบวาระ การเชิญบุคคลมาให้ข้อมูล และการใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบของสภา

โสภณสั่งจำกัดอำนาจประธาน กมธ. เพื่อความโปร่งใส

สาระสำคัญของแนวทางนี้คือ ประธาน กมธ. ไม่ควรใช้อำนาจเพียงลำพังในการกำหนดเรื่องพิจารณาหรือเชิญบุคคลมาให้ข้อมูล แม้ประธานจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารงานของคณะกรรมาธิการ แต่การตัดสินใจที่มีผลต่อบุคคลภายนอกควรผ่านมติของที่ประชุม กมธ. เสียก่อน เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและสามารถตรวจสอบกระบวนการได้

กรณี โสภณสั่งจำกัดอำนาจประธาน กมธ. จึงไม่ได้หมายความว่า กมธ. จะหมดอำนาจในการตรวจสอบหรือเรียกข้อมูล แต่เป็นการกำหนดกรอบให้ใช้อำนาจอย่างถูกต้อง โดยต้องยึดทั้งตัวบทกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่สามารถตีความขยายอำนาจจนไปซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของ กมธ. คณะอื่น

โสภณสั่งจำกัดอำนาจประธาน กมธ. ห้ามเรียกบุคคลตามอำเภอใจ

แนวทางที่ได้รับความเห็นชอบมีรายละเอียดสำคัญหลายด้าน ซึ่งประชาชนสามารถติดตามและทำความเข้าใจได้ดังนี้

  • ขอบเขตหน้าที่ต้องชัดเจน: กมธ. แต่ละคณะต้องพิจารณาเฉพาะเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของตนเอง หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายคณะ ต้องหารือเพื่อกำหนดว่า กมธ. ชุดใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ
  • การประชุมต้องมีมติ: การประชุมประจำสัปดาห์ควรกำหนดโดยมติของที่ประชุมในการประชุมนัดแรก ส่วนการประชุมพิเศษสามารถนัดได้เมื่อมีเรื่องเร่งด่วนและมีเหตุผลเหมาะสม
  • การกำหนดระเบียบวาระมีข้อจำกัด: ประธาน กมธ. ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวาระที่ผ่านมติที่ประชุมแล้วได้ตามอำเภอใจ แม้จะมีอำนาจบรรจุเรื่องเข้าสู่วาระ แต่เรื่องนั้นต้องเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ
  • การเชิญบุคคลต้องผ่านมติ: การใช้คำว่าเชิญแทนคำว่าเรียกไม่ได้ทำให้หลักเกณฑ์เปลี่ยนแปลง หากเป็นการขอข้อมูลหรือเอกสารที่อาศัยอำนาจของ กมธ. ก็ยังควรได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม
  • การเรียกตามกฎหมายต้องทำตามขั้นตอน: หากบุคคลหรือหน่วยงานไม่ให้ความร่วมมือ และ กมธ. ต้องการให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมาย จะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

ทำไมการจำกัดอำนาจประธาน กมธ. จึงสำคัญ

คณะกรรมาธิการมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร ศึกษาปัญหาของประชาชน และรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณากฎหมาย ดังนั้น กมธ. จึงถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐสภา โดยเฉพาะในประเด็นที่ประชาชนต้องการคำตอบหรือความชัดเจนจากหน่วยงานรัฐ

อย่างไรก็ตาม อำนาจในการตรวจสอบควรเดินควบคู่กับความรับผิดชอบ หากประธาน กมธ. สามารถเรียกใครมาให้ข้อมูลได้โดยไม่ผ่านมติ อาจทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเป็นธรรม การเลือกปฏิบัติ หรือการนำกลไกของสภาไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง การมีมติจากที่ประชุมจะช่วยลดข้อครหา และทำให้การดำเนินงานมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

นอกจากนี้ การกำหนดกรอบอำนาจยังช่วยป้องกันปัญหา กมธ. หลายคณะเข้าไปตรวจสอบเรื่องเดียวกันจนเกิดความซ้ำซ้อน แต่ละคณะจะได้ทำงานตามภารกิจของตัวเองอย่างชัดเจน ลดภาระของผู้ถูกเชิญหรือหน่วยงานที่ต้องเตรียมข้อมูลหลายครั้ง และทำให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

จุดเริ่มต้นของข้อถกเถียงเรื่องอำนาจ กมธ.

ก่อนมีแนวทางใหม่นี้ เคยเกิดกรณีที่ กมธ. ด้านกฎหมายพยายามเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สิน จนเกิดคำถามว่าการดำเนินการดังกล่าวอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของคณะกรรมาธิการหรือไม่ และประธานสามารถตัดสินใจเรียกบุคคลด้วยตัวเองได้หรือควรนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม

ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการตรวจสอบมองว่า กมธ. เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านและตรวจสอบรัฐบาล การเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการค้นหาข้อเท็จจริง ขณะที่อีกฝ่ายกังวลว่าการใช้อำนาจโดยไม่มีมติอาจทำให้กระบวนการขาดความรอบคอบ และอาจทำให้ กมธ. ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของประธานเพียงคนเดียว

เมื่อมีแนวทางกลางที่ชัดเจน ความขัดแย้งจึงมีโอกาสลดลง ประธาน กมธ. ยังคงสามารถผลักดันประเด็นสำคัญและนัดประชุมพิเศษได้เมื่อจำเป็น แต่ต้องดำเนินการภายใต้กรอบที่ตรวจสอบได้ และควรเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนร่วมพิจารณาก่อนมีคำสั่งหรือหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการ

ประชาชนควรติดตามอะไรต่อจากนี้

หลังประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบแนวทางดังกล่าว จะมีการจัดทำหนังสือเวียนส่งไปยังประธาน กมธ. ทุกคณะ เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นทางการ ขั้นตอนต่อไปคือการติดตามว่าทุกคณะจะนำหลักเกณฑ์ไปใช้จริงอย่างไร โดยเฉพาะการบันทึกมติ การกำหนดวาระ และการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเชิญบุคคลมาให้ข้อมูล

ประชาชนสามารถช่วยตรวจสอบได้ด้วยการติดตามรายงานการประชุม ข่าวจากรัฐสภา และเอกสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะ หากพบว่ามีการเรียกบุคคลหรือหน่วยงานโดยไม่มีมติ ก็ควรตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์และเรียกร้องให้มีคำชี้แจง เพราะการทำงานของ กมธ. เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐและความเชื่อมั่นของประชาชนโดยตรง

โดยสรุป โสภณสั่งจำกัดอำนาจประธาน กมธ. เป็นแนวทางที่มุ่งสร้างมาตรฐานการทำงานร่วมกัน ไม่ได้ลดบทบาทการตรวจสอบของรัฐสภา แต่ช่วยให้การใช้อำนาจอยู่ในกรอบกฎหมาย มีส่วนร่วม และตรวจสอบได้มากขึ้น หากทุกฝ่ายยึดหลักนี้อย่างจริงจัง กมธ. จะสามารถทำหน้าที่ได้เข้มแข็ง พร้อมรักษาความเป็นธรรมและความน่าเชื่อถือของสภาไปพร้อมกัน

ความคิดเห็นของผู้เขียนมองว่า การตรวจสอบที่ดีไม่ควรขึ้นอยู่กับอำนาจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ควรเกิดจากกระบวนการที่มีมติ มีเหตุผล และเปิดเผยต่อสาธารณะ การวางกติกาที่ชัดเจนจึงเป็นประโยชน์ต่อทั้งรัฐสภา ผู้ถูกตรวจสอบ และประชาชนที่ต้องการเห็นการเมืองที่โปร่งใส

ที่มา – ‘โสภณ’สั่งริบอำนาจประธาน กมธ.ห้ามเรียกบุคคลมาชี้แจงตามอำเภอใจ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *