โสภณเดือดสวนฝ่ายค้าน ล้ำเส้นเสี่ยงเจอในศาล
โสภณเดือดสวนฝ่ายค้านล้ำเส้นมาหลายครั้ง หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ประธานรัฐสภา โดยยืนยันว่าการทำงานที่ผ่านมาอยู่ภายใต้ข้อบังคับ กฎหมาย และหลักนิติรัฐ พร้อมเตือนว่าการกล่าวหาด้วยถ้อยคำรุนแรง หากไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง อาจมีผลตามกฎหมายได้
โสภณเดือดสวนฝ่ายค้านล้ำเส้นมาหลายครั้ง
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรณีถูกฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้รัฐบาล โดยระบุว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งต้องพบกับคำวิจารณ์ในด้านลบมาโดยตลอด แม้จะเข้าใจว่าการตรวจสอบรัฐบาลเป็นบทบาทสำคัญของฝ่ายค้าน แต่หลายข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ชัดเจน
ประธานรัฐสภามองว่า การใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือวาทกรรมเพื่อโจมตีบุคคล อาจทำให้สังคมเข้าใจผิด และทำลายความน่าเชื่อถือของสภาโดยรวม การวิพากษ์วิจารณ์ควรตั้งอยู่บนข้อมูล หลักฐาน และกระบวนการตรวจสอบที่ถูกต้อง มากกว่าการกล่าวหาเพื่อสร้างกระแสหรือเรียกความสนใจจากประชาชน
โสภณเดือดสวนฝ่ายค้านล้ำเส้นมาหลายครั้ง ปมอภิปรายไม่ไว้วางใจ
สำหรับกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายโสภณกล่าวว่า ได้ชี้แจงเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว โดยยืนยันว่าฝ่ายค้านเป็นฝ่ายที่เจรจากับรัฐบาลไม่ลงตัว ก่อนจะเข้ามาขอให้ประธานสภาช่วยทำหน้าที่เป็นคนกลางในการประสานงาน แต่ภายหลังกลับกล่าวหาว่าประธานสภาเป็นผู้ยื้อเวลาและรับใช้ฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ขัดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นายโสภณแสดงความผิดหวังต่อถ้อยคำที่พาดพิงว่าเป็น “ขี้ข้ารัฐบาล” และทำให้สภาตกต่ำ พร้อมตั้งคำถามว่าการเมืองจำเป็นต้องใช้คำพูดในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ เพราะการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นไม่ได้ช่วยให้การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติดีขึ้น และอาจทำให้ประชาชนมองภาพรวมของรัฐสภาในทางลบ
เขาย้ำว่า ประธานสภามีหน้าที่ดูแลให้การประชุมดำเนินไปตามข้อบังคับ และต้องประสานงานกับทุกฝ่ายอย่างเป็นกลาง การตัดสินใจแต่ละเรื่องจึงต้องพิจารณาจากกฎหมาย ระเบียบ และความเหมาะสม ไม่ใช่การทำตามความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว
ปมคณะกรรมาธิการและการทบทวนข้อบังคับ
อีกประเด็นที่ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์คือการทำงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีอยู่หลายคณะและยังมีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการจำนวนมาก นายโสภณระบุว่า ปัญหานี้มีการพูดถึงมานานแล้ว เพราะการทำงานที่ซ้ำซ้อนอาจทำให้ข้าราชการต้องจัดเตรียมข้อมูลและเข้าชี้แจงหลายครั้ง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน
ประธานรัฐสภาอธิบายว่า มีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้อำนาจของประธานกรรมาธิการบางคณะว่าอาจไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จึงต้องเรียกประชุมเพื่อหารือแนวทางที่เหมาะสม เมื่อที่ประชุมมีความเห็นส่วนใหญ่ว่าควรปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด จึงมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสภาตรวจสอบรายละเอียดและจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
ต่อมาฝ่ายปฏิบัติได้จัดทำร่างระเบียบเสนอประธานสภา และนายโสภณได้เห็นชอบตามข้อเสนอของเลขาธิการสภา โดยยืนยันว่าเป้าหมายหลักคือการทำให้การทำงานของคณะกรรมาธิการเป็นระบบ ลดความซ้ำซ้อน และสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีเจตนาปิดกั้นการตรวจสอบของฝ่ายค้าน
นายโสภณกล่าวเพิ่มเติมว่า หากต้องการปิดปากฝ่ายค้านจริง ฝ่ายค้านคงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมาธิการในหลายคณะ และการทำงานในสภาก็ยังต้องอาศัยการอภิปราย การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการลงมติร่วมกัน ประชาธิปไตยจึงไม่ได้หมายถึงการใช้เสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการรับฟังเหตุผลและการหารืออย่างสร้างสรรค์
ยืนยันทุกฝ่ายมีช่องทางตรวจสอบตามกฎหมาย
ประธานรัฐสภาย้ำว่า หากมีการทำผิดกฎหมายหรือผิดจริยธรรม ทุกฝ่ายสามารถใช้ช่องทางตามกฎหมายดำเนินการได้ หากเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต สามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ส่วนความผิดด้านจริยธรรมก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามระดับความร้ายแรง
หลักการดังกล่าวใช้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เพราะรัฐสภาดำเนินงานภายใต้ระบบนิติรัฐ ทุกคนต้องเคารพกฎหมายและข้อบังคับเดียวกัน การตรวจสอบจึงควรเดินหน้าอย่างมีหลักฐาน และผู้ถูกกล่าวหาควรได้รับโอกาสชี้แจงตามกระบวนการที่เป็นธรรม
นายโสภณขอให้แยกแยะระหว่างวาทกรรมทางการเมืองกับการกระทำที่เป็นข้อเท็จจริง หากมีหลักฐานว่าตนทำผิด ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้คำด่าหรือกล่าวหาโดยไม่มีข้อมูลรองรับ พร้อมยืนยันว่าตลอดการทำงานที่ผ่านมา ตั้งใจทำหน้าที่เพื่อบ้านเมืองและประชาชน และไม่เคยมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่
เขายังเตือนว่า ไม่ควรดูถูกหรือด้อยค่าผู้อื่น และไม่ควรคิดว่าฝ่ายของตนถูกต้องหรือดีอยู่เพียงฝ่ายเดียว เพราะการเมืองที่สร้างสรรค์ต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นอย่างสุภาพ การใช้ถ้อยคำรุนแรงอาจสะใจในระยะสั้น แต่ไม่ช่วยแก้ปัญหาหรือทำให้การทำงานของสภามีประสิทธิภาพขึ้น
ประเด็นสำคัญจากกรณีโสภณเดือดสวนฝ่ายค้านล้ำเส้นมาหลายครั้ง คือทุกฝ่ายควรยึดข้อเท็จจริงและกติกาเป็นหลัก ฝ่ายค้านมีสิทธิ์ตรวจสอบรัฐบาลและประธานสภา ขณะเดียวกันผู้ถูกตรวจสอบก็มีสิทธิ์ชี้แจงและปกป้องตนเอง หากการกล่าวหาข้ามเส้นจนสร้างความเสียหาย ผู้เกี่ยวข้องก็สามารถใช้กระบวนการทางกฎหมายได้
- การตรวจสอบควรอาศัยข้อมูลและหลักฐานที่ตรวจสอบได้
- การอภิปรายควรใช้ถ้อยคำสุภาพและเคารพศักดิ์ศรีของทุกฝ่าย
- ข้อขัดแย้งในสภาควรแก้ไขผ่านการหารือและข้อบังคับ
- หากพบการกระทำผิด ควรใช้ช่องทางร้องเรียนตามกฎหมาย
- ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหลายด้านก่อนตัดสินใจ
ท้ายที่สุด เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าการทำงานในรัฐสภาย่อมมีความเห็นต่าง แต่ความเห็นต่างไม่ควรนำไปสู่การกล่าวหาโดยไร้หลักฐานหรือการใช้ถ้อยคำที่ทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบัน หากทุกฝ่ายเคารพกติกา เปิดใจรับฟัง และตรวจสอบกันด้วยเหตุผล ความขัดแย้งก็จะนำไปสู่การพัฒนาการเมืองได้มากกว่าการตอบโต้ด้วยอารมณ์
ที่มา – ‘โสภณ’เดือดสวน’ฝ่ายค้าน’ล้ำเส้นมาหลายครั้ง ครั้งนี้ไม่แน่อาจได้’เจอในศาล’