ไข้เลือดออกบังกลาเทศพุ่ง ระบาดยืดเยื้อถึงธ.ค.

ไข้เลือดออกบังกลาเทศพุ่ง ระบาดยืดเยื้อถึงธ.ค. กลายเป็นหนึ่งในประเด็นด้านสาธารณสุขที่น่ากังวล หลังข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 30 ตุลาคม มีผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกแล้ว 418 ราย และมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 133,000 ราย สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันอย่างหนักให้แก่ระบบสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งกำลังรับมือกับการระบาดของโรคหัดครั้งรุนแรงควบคู่กันไป

ในเดือนตุลาคมเพียงเดือนเดียว มีรายงานผู้เสียชีวิตจากไข้เลือดออก 173 ราย ทำให้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้จำนวนผู้เสียชีวิตอาจไม่เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกับเดือนที่ผ่านมา แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าการระบาดยังอาจดำเนินต่อเนื่องตลอดเดือนพฤศจิกายน และจะเริ่มเห็นแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจนในเดือนธันวาคม

ไข้เลือดออกบังกลาเทศพุ่ง ระบาดยืดเยื้อถึงธ.ค.

โรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงธากาต้องรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก โดยบางรายเข้ารับการรักษาเมื่อโรคพัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงแล้ว อาการที่พบ ได้แก่ ภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำจนไม่สามารถวัดได้ และระดับออกซิเจนในเลือดลดลง โรงพยาบาลวิทยาลัยแพทย์และโรงพยาบาลชาฮีด ซูฮราวาร์ดี มีผู้ป่วยไข้เลือดออกอยู่ระหว่างการรักษาอย่างน้อย 279 คน สะท้อนให้เห็นถึงภาระงานที่เพิ่มขึ้นของบุคลากรทางการแพทย์

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยไข้เลือดออกมีอาการรุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมระบุว่า การติดเชื้อซ้ำเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงขึ้น ผู้ที่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อนอาจมีอาการหนักกว่าเดิม หากได้รับเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์อื่นในภายหลัง นอกจากนี้ ความล่าช้าในการวินิจฉัยและการเข้ารับการรักษายังเพิ่มโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิต

บังกลาเทศกำลังเผชิญการแพร่ระบาดของไวรัสเดงกีครบทั้ง 4 สายพันธุ์ สถานการณ์นี้เพิ่มความซับซ้อนในการควบคุมโรค เพราะผู้ที่เคยติดเชื้อสายพันธุ์หนึ่งยังสามารถติดเชื้อสายพันธุ์อื่นได้อีก แม้ปัจจุบันประเทศยังไม่มีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกใช้อย่างแพร่หลาย แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณามาตรการดังกล่าวในระยะยาว

  • ผู้ที่มีไข้สูงต่อเนื่องควรพบแพทย์โดยเร็ว
  • ผู้ป่วยควรเฝ้าระวังอาการซึม อาเจียนมาก ปวดท้อง หรือมีเลือดออก
  • ควรกำจัดน้ำขังรอบบ้านเพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
  • ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง โดยเฉพาะยาที่อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก

ฝน ความชื้น และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แม้ปริมาณฝนในบังกลาเทศจะลดลงแล้ว แต่แหล่งน้ำขังจากฝนที่ตกก่อนหน้านี้ยังคงเป็นพื้นที่เพาะพันธุ์ยุงลายได้เป็นอย่างดี นักกีฏวิทยาจากมหาวิทยาลัยจาหังกีร์นาการ์อธิบายว่า ไข่ยุงสามารถฟักตัวได้เมื่อมีน้ำกลับมาอยู่ในภาชนะหรือพื้นที่ขัง อีกทั้งรูปแบบฝนและระดับความชื้นที่เปลี่ยนแปลงไปอาจทำให้ฤดูเพาะพันธุ์ยุงยาวนานกว่าเดิม

ปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงมีส่วนทำให้การควบคุมโรคทำได้ยากขึ้น อุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมช่วยให้ยุงลายมีชีวิตอยู่ได้นาน รวมทั้งเพิ่มโอกาสการแพร่เชื้อในชุมชน ประชาชนจึงไม่ควรรอให้ฝนตกหรือเกิดการระบาดหนักก่อนจึงเริ่มกำจัดแหล่งน้ำขัง แต่ควรตรวจสอบกระถางต้นไม้ ภาชนะเก็บน้ำ รางระบายน้ำ และพื้นที่รอบบ้านเป็นประจำ

สำหรับประชาชนทั่วไป การป้องกันยังเป็นวิธีสำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยง ควรสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกาย ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง และนอนในมุ้ง โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หากมีไข้สูงร่วมกับปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา คลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือมีผื่น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน ไม่ควรรอให้อาการรุนแรง

สถานการณ์ ไข้เลือดออกบังกลาเทศพุ่ง ระบาดยืดเยื้อถึงธ.ค. เป็นบทเรียนสำคัญว่าการควบคุมโรคต้องอาศัยทั้งการรักษาที่รวดเร็วและความร่วมมือจากชุมชน การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดความเสี่ยงได้ หากพบผู้มีอาการต้องสงสัย ควรสนับสนุนให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์โดยเร็ว เพราะการวินิจฉัยเร็วอาจช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและการสูญเสียได้

ติดตามข่าวสารด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด และเริ่มสำรวจแหล่งน้ำขังรอบบ้านวันนี้ เพื่อช่วยป้องกันไข้เลือดออกไม่ให้แพร่กระจายต่อไปในชุมชน

ที่มา – บังกลาเทศป่วยไข้เลือดออกพุ่ง ต.ค.ดับ 173 ราย เตือนระบาดยืดเยื้อถึงธ.ค.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *