ไชยชนก เจเศรษฐ์ วรศิษฎ์ ลุยเคหะร่มเกล้า
สถานการณ์น้ำท่วมในชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ยังคงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเร่งประสานความช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญทั้งการเร่งระบายน้ำ การดูแลผู้ประสบภัย และการช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยเจ้าหน้าที่พยายามจัดลำดับความเร่งด่วนให้เหมาะสมกับสถานการณ์จริง เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงครัวเรือนและจุดสำคัญในชุมชนโดยเร็วที่สุด
ไชยชนก เจเศรษฐ์ วรศิษฎ์ ลุยเคหะร่มเกล้า เร่งแก้น้ำท่วม
ภารกิจแรกที่เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการ คือการนำเครื่องสูบน้ำเข้าพื้นที่และสำรวจจุดติดตั้งที่มีความเหมาะสม การเลือกตำแหน่งติดตั้งต้องพิจารณาทั้งระดับน้ำ เส้นทางระบายน้ำ ความปลอดภัยของประชาชน และความสะดวกในการขนย้ายอุปกรณ์ เมื่อเครื่องสูบน้ำพร้อมใช้งาน เจ้าหน้าที่จะเดินเครื่องเพื่อเร่งลดระดับน้ำในชุมชน โดยคาดว่าหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ระดับน้ำจะทยอยลดลงภายใน 2-3 วัน
การลดระดับน้ำอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้การสัญจรในพื้นที่กลับมาสะดวกขึ้น รวมถึงช่วยลดผลกระทบต่อบ้านเรือน ร้านค้า และเส้นทางสำคัญ อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังควรติดตามประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพราะสภาพอากาศและปริมาณน้ำอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ไชยชนก เจเศรษฐ์ วรศิษฎ์ ประสานกำลังช่วยผู้ประสบภัย
นอกจากการระบายน้ำแล้ว ภารกิจด้านการส่งต่อสิ่งของจำเป็นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ในพื้นที่มีทั้งอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของบรรเทาทุกข์จากภาครัฐและภาคเอกชนทยอยเข้ามาสนับสนุน แต่ปัญหาที่พบคือยังขาดกำลังคนในการลำเลียงและนำสิ่งของไปแจกจ่ายให้ทั่วถึงทุกจุดในชุมชน
เจ้าหน้าที่จึงเร่งจัดกำลังและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนกระจายของให้เหมาะกับจำนวนประชาชนและระดับความเดือดร้อนของแต่ละพื้นที่ การทำงานลักษณะนี้ต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งจำนวนครัวเรือน จุดที่เข้าออกได้ และความต้องการเฉพาะของผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กเล็ก และผู้ป่วยติดบ้าน
- อาหารและน้ำดื่ม: จัดส่งให้ประชาชนในจุดที่ได้รับผลกระทบและยังเดินทางออกมาได้ลำบาก
- สิ่งของจำเป็น: เร่งกระจายอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน
- กำลังคน: ประสานเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเพื่อช่วยขนส่งสิ่งของให้ถึงชุมชนย่อยต่าง ๆ
- การสื่อสาร: ติดตามข้อมูลจากพื้นที่จริงเพื่อปรับแผนช่วยเหลือให้เหมาะสม
เวลาประมาณ 20.00 น. คณะรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ได้รับแจ้งเคสด่วนว่ามีผู้ป่วยรายหนึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เหตุการณ์นี้มีความละเอียดอ่อนและไม่สามารถรอให้สถานการณ์น้ำลดลงเองได้ จึงเร่งประสานหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อนำอุปกรณ์ที่จำเป็นเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยโดยทันที
การช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจจำเป็นต้องคำนึงถึงความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้า การขนส่งอุปกรณ์ และความปลอดภัยระหว่างเดินทาง เจ้าหน้าที่จึงต้องทำงานแข่งกับเวลา พร้อมประเมินเส้นทางที่เหมาะสมในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ต้องมาก่อน
ระหว่างปฏิบัติภารกิจ เจ้าหน้าที่บางรายได้รับบาดเจ็บจากเศษกระเบื้องและวัสดุที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานในพื้นที่ประสบภัยมีความเสี่ยงมากกว่าที่เห็นจากระดับน้ำเพียงอย่างเดียว เพราะอาจมีของมีคม เศษวัสดุ กระแสไฟฟ้า หรือพื้นผิวที่ไม่มั่นคงซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ
ผู้ปฏิบัติงานจึงได้รับการกำชับให้เพิ่มความระมัดระวัง สวมอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม และตรวจสอบเส้นทางก่อนเข้าช่วยเหลือประชาชน ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำในบริเวณที่ไม่ทราบสภาพพื้นผิว หากจำเป็นต้องออกจากบ้านควรสวมรองเท้าที่ป้องกันของมีคม และไม่เข้าใกล้เสาไฟ ปลั๊กไฟ หรือสายไฟที่อาจอยู่ในบริเวณน้ำท่วม
สำหรับแผนระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำอยู่ระหว่างการเคลื่อนย้ายเข้าพื้นที่ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งหาจุดติดตั้งที่เหมาะสมและจะเดินเครื่องทันทีเมื่อพร้อม การดำเนินงานจะช่วยเร่งลดระดับน้ำในชุมชน แต่ประสิทธิภาพของการสูบยังขึ้นอยู่กับสภาพทางน้ำ ปริมาณฝน และการระบายน้ำในพื้นที่โดยรอบ
นอกจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ยังมีการวางแผนฟื้นฟูพื้นที่ไว้ล่วงหน้า เมื่อระดับน้ำลดลงและสถานการณ์คลี่คลาย เจ้าหน้าที่จะเดินหน้าช่วยเหลือชุมชนต่อเนื่อง ทั้งการเก็บกวาดขยะ เศษวัสดุ และการทำความสะอาดเส้นทางสัญจร เป้าหมายคือทำให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติโดยเร็ว
การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ บ้านเรือนควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าและโครงสร้างก่อนกลับเข้าใช้งาน ผู้ประกอบการควรทำความสะอาดพื้นที่และคัดแยกสิ่งของที่เสียหาย ส่วนชุมชนควรร่วมกันแจ้งจุดอันตรายและพื้นที่ที่ยังมีน้ำขัง เพื่อให้หน่วยงานเข้าดำเนินการได้ตรงจุด
เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การรับมือน้ำท่วมไม่ได้มีเพียงการนำเครื่องสูบน้ำเข้าพื้นที่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลผู้ป่วย การกระจายอาหารและน้ำดื่ม การจัดกำลังคน และการป้องกันอันตรายของเจ้าหน้าที่ด้วย การทำงานที่รวดเร็วและการสื่อสารระหว่างหน่วยงานจึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดผลกระทบต่อประชาชน
สำหรับประชาชนในเคหะร่มเกล้า ควรติดตามประกาศจากเจ้าหน้าที่ เตรียมเอกสารสำคัญ ยาประจำตัว อาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์สื่อสารไว้ในที่ปลอดภัย หากมีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุในบ้าน ควรแจ้งข้อมูลให้หน่วยงานทราบเพื่อจัดลำดับการช่วยเหลือได้เหมาะสม หากพบเหตุฉุกเฉินควรรีบติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงด้วยตัวเอง
มุมมองส่งท้าย: การช่วยเหลือที่ทันเวลาจะเกิดขึ้นได้เมื่อภาครัฐ เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และประชาชนร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ ขอให้ทุกฝ่ายติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดูแลความปลอดภัยของตนเอง และช่วยส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้ชุมชนผ่านพ้นวิกฤติน้ำท่วมและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
ที่มา – ‘ไชยชนก – เจเศรษฐ์ – วรศิษฎ์’ลุยเคหะร่มเกล้า เร่งสูบน้ำ – ช่วยเคสด่วนผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ






