กมธ.ป.ป.ช. กัดไม่ปล่อย โกงสอบท้องถิ่น ล่าตัวบงการ
กมธ.ป.ป.ช. กัดไม่ปล่อย โกงสอบท้องถิ่น ล่าตัวบงการ
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการตรวจสอบทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทางคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) นำโดย นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ได้เดินหน้าทำงานเชิงรุกด้วยการผนึกกำลังร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อสาวไปให้ถึงตัวผู้กระทำความผิดและผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้
จากการลงพื้นที่หารือร่วมกัน คณะกมธ.ป.ป.ช. ได้ตั้งคำถามสำคัญ 23 ข้อ โดยเน้นหนักไปที่ความคืบหน้าของการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการจัดการกับขบวนการทุจริต โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง กมธ.ป.ป.ช. กัดไม่ปล่อย โกงสอบท้องถิ่น เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เข้าสอบและสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับระบบราชการไทย
เบื้องลึกการทำงานร่วมกับ ปปง. กับภารกิจ กมธ.ป.ป.ช. กัดไม่ปล่อย โกงสอบท้องถิ่น
ทางด้านเลขาธิการ ปปง. ได้ออกมายืนยันว่า ปปง. ได้ร่วมมือกับ ป.ป.ช. อย่างเต็มที่ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีการติดตามตรวจสอบรายชื่อกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหา ซึ่งบางส่วนเป็นบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว การทำงานในครั้งนี้ถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก โดยทางหน่วยงานเน้นย้ำว่ากระบวนการตรวจสอบนั้นรัดกุมและเป็นไปตามกฎหมาย
นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ได้กล่าวถึงกลยุทธ์สำคัญในการทลายขบวนการนี้ว่า:
- ให้โอกาสข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลเพื่อกันเป็นพยาน
- เร่งติดตามเส้นทางการเงินเพื่อมัดตัวผู้บงการตัวจริง
- ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันการทุจริตในอนาคต
หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า หากผลสรุปออกมาไม่เป็นไปตามความคาดหวังของสังคมจะเกิดอะไรขึ้น นายอาสพลธ์ ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า วันนี้โอกาสสุดท้ายมาถึงแล้ว ข้าราชการระดับสูงที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยควรตัดสินใจซัดทอดถึงผู้อยู่เบื้องหลัง เพื่อเป็นหลักฐานสำคัญในการขยายผลไปสู่ตัวการใหญ่ หากมีการเชื่อมโยงเส้นทางการเงินไปยังผู้มีอำนาจระดับสูงได้จริง ปปง. จะต้องรายงานข้อมูลดังกล่าวให้ ป.ป.ช. รับทราบเพื่อดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว ความมุ่งมั่นของ กมธ.ป.ป.ช. กัดไม่ปล่อย โกงสอบท้องถิ่น ในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย ว่าจะสามารถจัดการกับกลุ่มอิทธิพลที่แทรกซึมอยู่ในระบบราชการได้จริงหรือไม่ เราในฐานะประชาชนคนไทยคงต้องคอยเฝ้าติดตามผลการทำงานนี้อย่างใกล้ชิด เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน