กรมพัฒนาธุรกิจฯ ไล่เช็กบิลผู้ทำบัญชี 140 ราย เอี่ยวนอมินี
กรมพัฒนาธุรกิจฯ ไล่เช็กบิลผู้ทำบัญชี 140 ราย เอี่ยวถือหุ้นกลุ่มเสี่ยงนอมินี 2,040 บริษัท มูลค่า 2,528 ล้าน
กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงธุรกิจไทย เมื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าขยับตัวลุยปราบปรามการใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 8 จังหวัด ล่าสุดพบข้อมูลน่าตกใจว่ามีผู้ทำบัญชีและสำนักงานบัญชีถึง 140 ราย เข้าไปถือหุ้นในบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนกว่า 2,040 บริษัท คิดเป็นมูลค่าหุ้นมหาศาลกว่า 2,528 ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานกำลังเร่งตรวจสอบว่าเป็นการลงทุนจริงหรือเป็นเพียงฉากหน้าเพื่อเลี่ยงกฎหมาย
เปิดพฤติกรรมน่าสงสัยของนอมินีและผู้ทำบัญชีกลุ่มเสี่ยง
การตรวจสอบครั้งนี้ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า พบผู้ทำบัญชี 10 อันดับแรกถือหุ้นในบริษัทจำนวนมากอย่างผิดสังเกต โดยกลุ่มธุรกิจที่กลุ่มนอมินีเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องมักเป็นธุรกิจร้านอาหาร รถเช่า อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ทำกำไรได้ดี โดยทางกรมได้ส่งข้อมูลเชิงลึกให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเดินหน้าจัดการขั้นเด็ดขาดแล้ว นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่น่ากังวล คือการที่คนต่างชาติโอนสัญชาติมาเป็นไทย แล้วใช้สิทธินั้นจดทะเบียนบริษัทถือหุ้นเกิน 50% เพื่อเปิดช่องทำธุรกิจเอง ซึ่งขณะนี้กรมพบพฤติกรรมนี้แล้ว 2 รายและกำลังขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม
- ตรวจสอบเส้นทางการเงินเข้มงวดตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป
- ขอหลักฐานทางการเงินประกอบการจดทะเบียนบริษัท
- เชื่อมโยงข้อมูลกับสถาบันการเงินเพื่อเช็กเรียลไทม์
ความพยายามของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการแก้ปัญหาครั้งนี้ถือเป็นการทวงคืนความยุติธรรมให้กับนักธุรกิจไทย โดยมีการตั้งเป้าลดบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีให้เป็นศูนย์ หากใครที่คิดจะใช้เทคนิคทางกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับชาวต่างชาติแบบผิดกฎหมาย อาจจะต้องพบกับมาตรการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นในอนาคต อีกทั้งกรมยังได้กำชับให้สภาวิชาชีพบัญชีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันควบคุมดูแลจรรยาบรรณของนักบัญชีที่เหลือกว่า 8 หมื่นคนทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์และโปร่งใส
ท้ายที่สุด การปราบปราม กรมพัฒนาธุรกิจฯ ไล่เช็กบิลผู้ทำบัญชี 140 ราย เอี่ยวถือหุ้นกลุ่มเสี่ยงนอมินี 2,040 บริษัท มูลค่า 2,528 ล้าน ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดีสำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจในรูปแบบดังกล่าว หากบริษัทของท่านมีการจัดการที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่มีอะไรต้องกังวล แต่หากใครกำลังใช้ช่องโหว่ทางบัญชีเพื่อเอื้อนอมินี ขอแนะนำให้รีบตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะถูกตรวจสอบในเฟสต่อไป เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย