กองทัพยืนยันไม่ใช้สปายแวร์เจาะข้อมูลนักการเมือง

ประเด็นเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวว่านักการเมืองบางรายได้รับการแจ้งเตือนบนโทรศัพท์มือถือว่าอาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยสปายแวร์ เหตุการณ์นี้ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงที่มาของการโจมตี และอาจมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านความมั่นคงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมออกมาชี้แจงว่า ภายในส่วนงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะทีมโฆษกกระทรวงกลาโหม ไม่มีการใช้สปายแวร์ และไม่มีความจำเป็นต้องจัดหาเครื่องมือดังกล่าวมาใช้งาน เนื่องจากภารกิจของกองทัพมุ่งเน้นการดูแลความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่การเข้าไปล้วงความลับหรือเจาะข้อมูลส่วนตัวของนักการเมือง

กองทัพยืนยันไม่ใช้สปายแวร์เจาะข้อมูลนักการเมือง

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ไม่สามารถตอบแทนหน่วยงานอื่นได้ทั้งหมด แต่ในส่วนงานที่ตนรับผิดชอบยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่มีการใช้สปายแวร์เพื่อเจาะข้อมูลบุคคลใด การชี้แจงครั้งนี้ช่วยทำให้ประชาชนเห็นภาพขอบเขตการทำงานของกองทัพมากขึ้น และลดความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นจากข่าวหรือข้อสังเกตในสังคม

คำว่า สปายแวร์ หมายถึงซอฟต์แวร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแอบติดตามการใช้งานอุปกรณ์ เข้าถึงข้อมูล หรือเฝ้าดูการสื่อสารโดยเจ้าของอุปกรณ์อาจไม่รู้ตัว เครื่องมือประเภทนี้จึงถือเป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างมาก เพราะอาจกระทบต่อความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของข้อมูล และสิทธิของประชาชน หากถูกนำไปใช้โดยไม่มีอำนาจหรือไม่ได้รับอนุญาต

เหตุผลที่กองทัพยืนยันไม่ใช้สปายแวร์เจาะข้อมูลนักการเมือง

กระทรวงกลาโหมอธิบายว่า การจัดการภัยคุกคามทางไซเบอร์ของกองทัพไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเจาะฐานข้อมูลของนักการเมือง แต่เน้นการป้องกันระบบราชการ ระบบสื่อสาร และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศมากกว่า ดังนั้น กองทัพยืนยันไม่ใช้สปายแวร์เจาะข้อมูลนักการเมือง เพราะไม่ใช่ภารกิจของกองทัพหรือกระทรวงกลาโหม

นอกจากการโจมตีระบบโดยตรงแล้ว ภัยไซเบอร์ในปัจจุบันยังเกิดจากพฤติกรรมของผู้ใช้งานด้วย บุคคลบางคนอาจถูกหลอกให้เปิดไฟล์ กดลิงก์ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน หรือเปิดเผยรหัสผ่าน จนกลายเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงระบบโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว เรื่องนี้สะท้อนว่า การป้องกันไซเบอร์ไม่ได้เป็นหน้าที่ของฝ่ายไอทีเพียงอย่างเดียว แต่ทุกคนที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลล้วนมีส่วนรับผิดชอบ

ความเสี่ยงไซเบอร์ที่กำลังพลต้องระวัง

โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า ผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลชั้นความลับต้องปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด แต่ในความเป็นจริงไม่มีระบบใดที่ปลอดภัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การสร้างความตระหนักรู้และการระมัดระวังของแต่ละบุคคลจึงมีความสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีที่ใช้ป้องกัน

  • ไม่กดลิงก์หรือเปิดไฟล์จากแหล่งที่ไม่รู้จัก
  • ตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก และไม่ใช้รหัสเดียวกันทุกบริการ
  • เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอนเมื่อระบบรองรับ
  • อัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชันให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
  • หลีกเลี่ยงการถ่ายภาพหรือเผยแพร่ภาพสถานที่ราชการและสถานที่ทางทหารโดยไม่จำเป็น
  • ตรวจสอบแอปพลิเคชันที่ติดตั้งและสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของแต่ละแอป

แม้กำลังพลบางส่วนจะไม่ได้ทำงานด้านไซเบอร์โดยตรง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากการใช้โทรศัพท์มือถือ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานรัฐ และการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ภาพถ่ายเพียงภาพเดียวอาจเปิดเผยรายละเอียดของสถานที่ เวลา หรือกิจกรรมบางอย่างที่ไม่ควรเผยแพร่ต่อสาธารณะได้

การสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ในองค์กร

กองทัพให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมและการสร้างความเข้าใจเรื่องภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนเพื่อพัฒนาวิธีรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังมีการนำแอปพลิเคชันจากค่ายโทรศัพท์มือถือมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้กำลังพลประเมินความเสี่ยงด้านไซเบอร์ของตนเอง

แนวทางดังกล่าวไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุแล้ว แต่เป็นการป้องกันล่วงหน้า โดยทำให้ผู้ใช้งานรู้จักสังเกตพฤติกรรมผิดปกติของอุปกรณ์ เข้าใจวิธีจัดการข้อมูล และรู้ว่าควรแจ้งหน่วยงานใดเมื่อพบเหตุการณ์น่าสงสัย การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยจึงต้องอาศัยทั้งนโยบาย เทคโนโลยี และความร่วมมือของบุคลากรทุกระดับ

สรุป ประเด็นกองทัพยืนยันไม่ใช้สปายแวร์เจาะข้อมูลนักการเมืองสะท้อนให้เห็นว่า การสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนมีความสำคัญต่อความเข้าใจของสังคม ขณะเดียวกัน ประชาชนและองค์กรควรให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยไซเบอร์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานโทรศัพท์ การเปิดเผยข้อมูล หรือการเชื่อมต่อระบบต่าง ๆ หากทุกคนเพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบก่อนคลิก ความเสี่ยงจากการถูกใช้เป็นช่องทางโจมตีก็จะลดลงได้อย่างมาก

ติดตามข่าวสารด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างมีสติ ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และหมั่นทบทวนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของอุปกรณ์อยู่เสมอ เพราะการป้องกันที่ดีที่สุดเริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ของผู้ใช้งานทุกคน

ที่มา – ‘กองทัพ’ยันไม่ใช้ ‘สปายแวร์’เจาะข้อมูลล้วงความลับนักการเมือง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *