คว่ำบาตรสหรัฐดันนวัตกรรมวิทยาศาสตร์จีนเพิ่มกว่า 70%
งานศึกษาชิ้นใหม่กำลังสร้างความสนใจในแวดวงเทคโนโลยีและนโยบายระหว่างประเทศ หลังพบว่า คว่ำบาตรสหรัฐดันนวัตกรรมวิทยาศาสตร์จีนเพิ่มกว่า 70% แม้มาตรการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีจะมีเป้าหมายเพื่อรักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทจีนอาจแตกต่างจากที่ผู้กำหนดนโยบายคาดไว้
รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซินเจิ้น มหาวิทยาลัยชิงหัว และมหาวิทยาลัยฮ่องกง ได้วิเคราะห์ข้อมูลการยื่นคำขอจดสิทธิบัตรของบริษัทจีนในช่วง 12 ปี ระหว่างปี 2553-2565 ทั้งสิทธิบัตรที่ยื่นภายในประเทศและต่างประเทศ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทจีนมีความเชื่อมโยงกับงานวิทยาศาสตร์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คว่ำบาตรสหรัฐดันนวัตกรรมวิทยาศาสตร์จีนเพิ่มกว่า 70%
ผลการศึกษาพบว่า เมื่อบริษัทจีนถูกจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี อุปกรณ์ หรือองค์ความรู้จากต่างประเทศ บริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มค้นคว้าข้อมูลจากงานวิจัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะมากขึ้น รวมถึงลงทุนพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีภายในองค์กรด้วยตัวเอง กระบวนการดังกล่าวทำให้จำนวนสิทธิบัตรที่เชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น และมีการผลิตผลงานวิชาการมากกว่าเดิม
นักวิจัยระบุว่า มาตรการคว่ำบาตรทางการค้า เช่น บัญชีคว่ำบาตรนิติบุคคล อาจสร้างผลกระทบระยะสั้นต่อการดำเนินงานของบริษัทเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อชิ้นส่วน การเข้าถึงซอฟต์แวร์ หรือการร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อย่างไรก็ตาม แรงกดดันดังกล่าวกลับทำให้หลายบริษัทต้องเร่งปรับกลยุทธ์และสร้างขีดความสามารถที่พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น
คว่ำบาตรสหรัฐดันนวัตกรรมวิทยาศาสตร์จีนเพิ่มกว่า 70% ได้อย่างไร
กลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้คือการหันมาใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบเปิด บริษัทจีนจำนวนมากเริ่มติดตามบทความวิจัย ฐานข้อมูลสิทธิบัตร และผลงานวิชาการจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตของตนเอง การเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจกับสถาบันวิจัยจึงมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น
ในอดีต บริษัทอาจพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยี การซื้ออุปกรณ์ หรือการร่วมมือกับบริษัทต่างชาติเป็นหลัก แต่เมื่อช่องทางเหล่านี้ถูกจำกัด บริษัทจำเป็นต้องสร้างทีมวิจัยของตัวเอง เพิ่มงบประมาณด้านการพัฒนา และดึงดูดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ธุรกิจเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต
งานวิจัยยังชี้ว่า บริษัทจีนมีบทบาทในระบบวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นสองด้าน ด้านแรกคือการเป็นผู้บริโภคความรู้ โดยอ้างอิงสิ่งพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ในสิทธิบัตรมากขึ้น ด้านที่สองคือการเป็นผู้ผลิตความรู้ ผ่านการเผยแพร่บทความ การทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย และการสร้างผลงานที่มีคุณค่าต่ออุตสาหกรรม
ผลกระทบต่อการแข่งขันเทคโนโลยีโลก
นักวิจัยมองว่า การปรับตัวของบริษัทจีนอาจนำไปสู่การก่อตัวของระบบเทคโนโลยีที่แยกออกจากระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลกมากขึ้น แทนที่ประเทศต่าง ๆ จะพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานและฐานความรู้ร่วมกัน ระบบใหม่อาจพัฒนาเป็นเครือข่ายที่แข่งขันกันอย่างชัดเจน ทั้งด้านเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ โทรคมนาคม พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
ประเด็นนี้สะท้อนว่า นโยบายคว่ำบาตรอาจมีผลมากกว่าการจำกัดศักยภาพของคู่แข่งในระยะสั้น เพราะยังสามารถผลักดันให้เกิดการลงทุนระยะยาวและการสร้างนวัตกรรมภายในประเทศ เมื่อบริษัทต่าง ๆ มองเห็นความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีภายนอก พวกเขาก็มีแรงจูงใจที่จะพัฒนาทางเลือกของตัวเอง
- บริษัทจีนเพิ่มการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาภายในองค์กร
- การอ้างอิงบทความวิทยาศาสตร์ในสิทธิบัตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
- ภาคธุรกิจทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมากขึ้น
- การจำกัดเทคโนโลยีอาจเร่งการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
- การแข่งขันด้านนวัตกรรมระหว่างระบบเทคโนโลยีอาจรุนแรงขึ้น
บทเรียนสำหรับธุรกิจและผู้กำหนดนโยบาย
กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทั้งภาคธุรกิจและรัฐบาล บริษัทที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากแหล่งเดียวอาจเผชิญความเสี่ยงเมื่อเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้น การสร้างทีมวิจัยภายใน การกระจายห่วงโซ่อุปทาน และการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาจึงเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นได้
สำหรับผู้กำหนดนโยบาย การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการคว่ำบาตรไม่ได้มีเพียงผลด้านลบต่อเป้าหมายเท่านั้น แต่ยังอาจกระตุ้นให้เกิดการพึ่งพาตนเองและการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ขณะที่ทุกประเทศกำลังแข่งขันกันด้านนวัตกรรม การสร้างระบบวิจัยที่เปิดกว้างและการรักษาความร่วมมือระหว่างประเทศอาจมีความสำคัญไม่แพ้การใช้มาตรการควบคุม
โดยสรุป คว่ำบาตรสหรัฐดันนวัตกรรมวิทยาศาสตร์จีนเพิ่มกว่า 70% สะท้อนความซับซ้อนของการแข่งขันเทคโนโลยีในยุคใหม่ มาตรการที่ตั้งใจจำกัดความก้าวหน้าของอีกฝ่ายอาจกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการค้นคว้าและนวัตกรรมภายในประเทศมากขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ย้ำว่าความรู้และความสามารถในการปรับตัวคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจรับมือกับแรงกดดันจากภายนอกได้อย่างยั่งยืน
ที่มา – งานศึกษาชี้ การคว่ำบาตรของสหรัฐทำให้นวัตกรรมวิทยาศาสตร์จีนเพิ่มขึ้นกว่า 70%