คำวินิจฉัยชั้นฎีกา ทำให้หลวงพ่อเมืองต้องสึก ระบุชัด ‘อาบัติปาราชิก’

เมื่อไม่นานมานี้ วงการศาสนาในประเทศไทยเกิดเป็นกระแสสังคมอีกครั้ง เพราะกรณีของ “หลวงพ่อเมือง พลวฑฺโฒ” หรือ พระโพธิญาณมุนี พระเถระชื่อดังสายวิปัสสนากรรมฐานจากวัดมัชฌิมวาส จังหวัดกาฬสินธุ์ ต้อง ลาสิกขา (สึก) อย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568 ท่ามกลางข้อสงสัยของบรรดาศิษยานุศิษย์ที่ไม่เข้าใจเหตุผลแน่ชัด

คำวินิจฉัยชั้นฎีกาบอกว่าอย่างไร

ที่มาของปัญหานี้ เกิดจากกรณีที่นางโสมณุตา สัมมานุช เจ้าของเหตุการณ์ ได้ยื่นฟ้อง หลวงพ่อเมือง พลวฑฺโฒ ว่ากระทำความผิดฐาน อาบัติปาราชิก หรือเสพเมถุนธรรมกับโจทก์ภายในกุฏิของวัดในปี พ.ศ. 2557 พร้อมทั้งแนบหลักฐานวิดีโอคลิปที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย

กระบวนการพิจารณาเริ่มต้นจาก คณะผู้พิจารณาชั้นต้น หลังจากที่ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งหากรายงานยืนยันว่าไม่มีการตัดต่อหรือดัดแปลง พอเพียงที่จะถือเป็นหลักฐานตามข้อกล่าวหา ก่อนจะมีการตัดสินว่า พระโพธิญาณมุนี มีความผิดตามอาบัติปาราชิก สิกขาบทที่หนึ่ง

ขั้นอุทธรณ์ไม่เข้าข้างจำเลย

จากนั้น พระโพธิญาณมุนีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อ คณะผู้พิจารณาชั้นอุทธรณ์ ทว่าคณะฯ ชั้นอุทธรณ์ก็ยืนยันคำวินิจฉัยชั้นต้น โดยอ้างอาณาจักรพระธรรมวินัย ที่แม้จะไม่มีพยานตรงเห็นขณะเกิดอาบัติ แต่หากมีพยานหลักฐานตั้งต้นอย่างน่าเชื่อถือ ก็สามารถปรับตัดสินตามหลักได้

เมื่อทางจำเลยยื่นฎีกามายัง มหาเถรสมาคม (มส.) มส.จึงได้แต่งตั้ง คณะผู้พิจารณาชั้นฎีกา มายกระดับการพิจารณาในขั้นสูงสุด

ผลจากคณะผู้พิจารณาชั้นฎีกาเกิดขึ้นอย่างไร

  • วันที่ประชุมและวินิจฉัย: 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568
  • ข้อสรุป: สงสัยในความผิดของจำเลย (หลวงพ่อเมือง) เกี่ยวข้องกับการทำงานตามอาบัติปาราชิกไม่ต้องสงสัย
  • หลักฐานยืนยัน: ไฟล์วิดีโอไม่มีการตัดต่อหรือดัดแปลงใด ๆ
  • ข้ออ้างของจำเลย: ซ้ำซ้อนกับข้ออุทธรณ์เดิม และไม่มีน้ำหนักในการปฏิเสธข้อกล่าวหา

มติมหาเถรสมาคมยืนยันความชัดเจน

ในที่ประชุม มหาเถรสมาคม ครั้งที่ 22/2568 มีมติรับรองคำวินิจฉัยชั้นฎีกาอย่างเป็นทางการว่า จำเลยมีความผิดในข้อหา อาบัติปาราชิก นับตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 และได้กำหนดให้แจ้งคำตัดสินแก่เจ้าคณะในลำดับ ให้ทราบและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

สุดท้าย ทางพระสังฆาธิการ ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติของมส. โดยมีกำหนดสิ้นเวลาให้จำเลยสึกภายใน 24 ชั่วโมง หากไม่ปฏิบัติตาม จะมีการใช้อารักขาดำเนินการตามกฎหมายอาญาต่อไป เพราะมีความผิดฐานฝ่าฝืนมาตรา 26 จาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505

สำหรับท่านอ่านที่ติดตามเหตุการณ์นี้ ควรเข้าใจว่า การตัดสินตาม คำวินิจฉัยชั้นฎีกา ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อมีพยานหลักฐานที่ผ่านการตรวจสอบมานาน และมีการตัดสินทั้งระดับประธานงานและคณะมหาเถรสมาคม นั่นแสดงให้ถึงความเข้มงวดของกฎหมายพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง

จากกรณีนี้ก็แสดงให้เห็นความโปร่งใสของระบบศาสนกิจหากเกิดการกล่าวหา และกระบวนการยุติธรรมภายในคณะสงฆ์จะถูกดำเนินการอย่างถูกหลักฐาน และอย่างเที่ยงธรรม หากมีพฤติกรรมละเมิดต่อพระธรรมวินัยอย่างชัดเจน

ที่มา – เปิดคำวินิจฉัย ‘คณะผู้พิจารณาชั้นฎีกา’ ที่ทำให้ ‘หลวงพ่อเมือง’ ต้องยอมสึก ระบุชัด ‘อาบัติปาราชิก’

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *