ชัยวัฒน์ ลั่นทวงคืนผืนป่าทับลาน ไล่บี้กลุ่มทุนฮุบที่ดิน
กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อคุณชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าชุดพญาเสือ ได้ออกมาประกาศกร้าวเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน โดยเน้นย้ำถึงภารกิจสำคัญในการ ชัยวัฒน์ ลั่นทวงคืนผืนป่าทับลาน ไล่บี้กลุ่มทุนฮุบที่ดิน เพื่อให้ที่ดินทำกินกลับคืนสู่มือประชาชนผู้ยากไร้ตัวจริง ไม่ใช่กลุ่มทุนที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์
ชัยวัฒน์ ลั่นทวงคืนผืนป่าทับลาน ไล่บี้กลุ่มทุนฮุบที่ดิน
การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยคุณชัยวัฒน์ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหา “ส.ป.ก.บวม” หรือกรณีการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐที่นำพื้นที่ป่าไปออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายร้ายแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลไทยสามัคคีที่มีการออกเอกสารสิทธิ์สวมทับที่ดินที่ศาลสั่งให้ยึดคืนแล้ว
ก้าวต่อไปในการจัดการปัญหาที่ดินทับลาน
นอกจากมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดแล้ว คุณชัยวัฒน์ยังเสนอแนวทางในการบริหารจัดการที่ดินตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ โดยมองว่า นี่คือโอกาสดีที่จะพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างยั่งยืน ดังนี้:
- การเปลี่ยนพื้นที่บุกรุกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยววิสาหกิจชุมชน
- การจัดตั้งโฮมสเตย์ภายใต้ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง
- การยึดคืนพื้นที่รีสอร์ตมาเป็นแปลงรวม เพื่อให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
- การปลูกป่าไผ่หรือฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวเพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่ครอบครัว
หลายคนอาจสงสัยว่าการกระทำของ ชัยวัฒน์ ลั่นทวงคืนผืนป่าทับลาน ไล่บี้กลุ่มทุนฮุบที่ดิน จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่ทำกินอยู่เดิมหรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ชัดเจนคือ ชาวบ้านที่ไม่มีเจตนาทุจริตและเป็นผู้ครอบครองที่ดินทำกินจริง จะได้รับสิทธิในการทำกินตามกฎหมายอย่างแน่นอน แต่ในส่วนของกลุ่มทุนที่กว้านซื้อที่ดินหรือครอบครองโดยมิชอบ จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น
ในมุมมองของเรา การทวงคืนผืนป่าครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอาคืนที่ดินเท่านั้น แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติให้มีความเท่าเทียม หากสามารถคืนที่ดินให้ถึงมือคนตัวเล็กตัวน้อยได้อย่างเป็นธรรม ผืนป่าทับลานจะกลับมาเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่อุดมสมบูรณ์และเป็นปอดที่สำคัญของคนไทยได้อย่างยั่งยืนตลอดไป เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การจัดการปัญหานี้จะคืบหน้าไปในทิศทางใด แต่ที่แน่ๆ ความมุ่งมั่นของภาครัฐในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับสังคมไทย