ชายโอมานลักลอบขนสัตว์แปลก 22 ตัว

เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและกรมอุทยานฯ เดินหน้าปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างจริงจัง หลังพบผู้โดยสารชายสัญชาติโอมานพยายามนำสัตว์แปลกมีชีวิตออกนอกประเทศจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เหตุการณ์นี้ทำให้สังคมกลับมาให้ความสนใจกับปัญหาการขนส่งสัตว์ป่าข้ามประเทศ รวมถึงความสำคัญของการตรวจสอบสัมภาระผู้โดยสารอย่างเข้มงวด

คดี ชายโอมานลักลอบขนสัตว์แปลก 22 ตัว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมกับด่านตรวจสัตว์ป่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจค้นสัมภาระของผู้โดยสารชายรายหนึ่ง ซึ่งกำลังเตรียมเดินทางไปยังกรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน

ชายโอมานลักลอบขนสัตว์แปลก 22 ตัว ถูกจับที่สุวรรณภูมิ

จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบสัตว์ป่ามีชีวิตหลายชนิดซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าสัมภาระที่โหลดขึ้นเครื่องบิน รวมทั้งหมด 22 ตัว คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 60,000 บาท สัตว์ที่พบมีทั้งสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งบางชนิดเป็นสัตว์ที่ต้องได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องก่อนนำเข้า ส่งออก หรือครอบครอง

รายละเอียดสัตว์ของกลางในคดีชายโอมานลักลอบขนสัตว์แปลก 22 ตัว

  • ตะกวด จำนวน 2 ตัว
  • งูหลามบอล จำนวน 1 ตัว
  • เบียร์ดดราก้อน จำนวน 5 ตัว
  • ตุ๊กแกเสือดาว จำนวน 8 ตัว
  • เมียร์แคท จำนวน 2 ตัว
  • ชูการ์ไกลเดอร์ จำนวน 4 ตัว

การตรวจพบสัตว์จำนวนมากในกระเป๋าเดินทางสะท้อนให้เห็นว่าขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่าอาจใช้วิธีซุกซ่อนสัตว์ในสัมภาระของผู้โดยสาร เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและนำออกไปยังต่างประเทศ หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจพบได้ สัตว์เหล่านี้อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงระหว่างการเดินทาง ทั้งการขาดอากาศ อุณหภูมิไม่เหมาะสม ความเครียด และการบาดเจ็บ

หน่วยงานเพิ่มความเข้มงวดสกัดการค้าสัตว์ป่า

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบนโยบายให้กรมศุลกากรประสานความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการนำเข้าและส่งออก โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นต้นทางหรือทางผ่านของการค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ

ด้านกรมศุลกากรได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นเส้นทางต่าง ๆ อย่างละเอียด โดยเฉพาะบริเวณท่าอากาศยาน ซึ่งเป็นจุดที่ผู้กระทำผิดอาจนำสัตว์ติดตัวไปกับผู้โดยสารหรือซ่อนไว้ในกระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่อง การทำงานร่วมกันระหว่างศุลกากร เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์ป่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงมีบทบาทสำคัญในการสกัดกั้นการกระทำผิดตั้งแต่ก่อนสัตว์ถูกนำออกนอกราชอาณาจักร

เจ้าหน้าที่ระบุว่า คดีนี้ไม่ใช่เพียงการลักลอบนำสัตว์ออกนอกประเทศเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศต้นทางและทางผ่านของขบวนการค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ การลักลอบขนสัตว์ยังอาจนำโรคติดต่อจากสัตว์เข้าสู่พื้นที่ใหม่ และกระทบต่อระบบนิเวศหากมีการปล่อยสัตว์ต่างถิ่นออกสู่ธรรมชาติ

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบขนสัตว์ป่า

การกระทำในลักษณะนี้อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์ วิธีการครอบครอง และเส้นทางการนำเข้าออกประเทศ ได้แก่ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 รวมถึงกฎหมายและระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้อง

ผู้โดยสารที่ต้องการนำสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์แปลกเดินทางไปต่างประเทศควรตรวจสอบข้อกำหนดกับหน่วยงานราชการล่วงหน้า ไม่ควรซื้อหรือเคลื่อนย้ายสัตว์โดยไม่มีเอกสารรับรอง เพราะอาจถูกยึดของกลาง ถูกดำเนินคดี และต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสัตว์หรือระบบนิเวศ

เหตุการณ์ ชายโอมานลักลอบขนสัตว์แปลก 22 ตัว จึงเป็นอีกหนึ่งกรณีที่เตือนให้เห็นว่าการค้าสัตว์แปลกไม่ใช่เรื่องเล็ก แม้สัตว์บางชนิดจะได้รับความนิยมในตลาดสัตว์เลี้ยง แต่การซื้อขายและนำข้ามประเทศต้องดำเนินการอย่างถูกกฎหมาย การเลือกซื้อจากแหล่งที่มีใบอนุญาตและมีเอกสารชัดเจนช่วยลดการสนับสนุนขบวนการค้าสัตว์ป่าได้

ประชาชนสามารถช่วยกันสอดส่อง หากพบการโฆษณาขายสัตว์ป่าหรือการขนย้ายสัตว์อย่างน่าสงสัย ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ตรวจสอบอย่างเหมาะสม ความร่วมมือของทุกฝ่ายจะช่วยลดการลักลอบค้า คุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ และรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

ข้อคิด: การเดินทางพร้อมสัตว์แปลกต้องมีเอกสารและใบอนุญาตครบถ้วน อย่าซื้อสัตว์จากแหล่งที่ไม่ชัดเจน เพราะการตัดสินใจของผู้บริโภคมีส่วนสำคัญในการหยุดวงจรค้าสัตว์ป่า

ที่มา – กรมศุลกากร-กรมอุทยานฯ รวบชายโอมาน ลักลอบขนสัตว์แปลก 22 ตัว คาสุวรรณภูมิ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *