ดร.มัลลิกา ชี้ มาตรการประหยัดไฟกระทบผู้สูงวัยขับรถช่วงกลางคืน
ในยุคที่การประหยัดพลังงานกลายเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ แต่ดูเหมือนว่านโยบายภาครัฐบางอย่างอาจมองข้ามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนกลุ่มเปราะบางได้ ล่าสุด ดร.มัลลิกา ได้ออกมาสะท้อนปัญหาสำคัญเกี่ยวกับข้อบังคับปิดไฟถนนในยามค่ำคืน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการใช้ชีวิตของสังคมผู้สูงอายุในไทย
ดร.มัลลิกา ชี้ มาตรการประหยัดไฟกระทบผู้สูงวัยขับรถช่วงกลางคืน
การปรับลดใช้พลังงานด้วยการปิดไฟถนนในช่วงดึกตามประกาศกรมทางหลวง แม้จะมีจุดประสงค์เพื่อลดรายจ่ายของประเทศ แต่สำหรับผู้สูงวัยที่ยังต้องประกอบอาชีพขับรถรับจ้างหรือต้องเดินทางกลับบ้านในยามค่ำคืน มาตรการนี้กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ โดย ดร.มัลลิกา ย้ำว่านโยบายส่องสว่างปลอดภัย 24 ชั่วโมงควรจะถูกนำมาใช้แทนที่การปิดไฟสนิท เพื่อความปลอดภัยของทุกชีวิตบนท้องถนน
ผลกระทบทางกายภาพต่อผู้สูงวัยในที่มืด
ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องแสงสว่างไม่เพียงพอเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยด้านสุขภาพที่ซับซ้อน ได้แก่:
- การปรับสายตา: ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะมีกล้ามเนื้อตาที่ตอบสนองต่อที่มืดช้าลงกว่าคนทั่วไปถึง 2-3 เท่า
- โรคประจำตัว: โรคเบาหวาน ต้อกระจก และต้อหิน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการมองเห็นและลานสายตา
- ผลข้างเคียงจากยา: ยาบางชนิดทำให้รูม่านตาขยาย ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคใหญ่เมื่อต้องขับรถผ่านถนนที่มืดสนิท
นอกจากนี้ ดร.มัลลิกา ชี้ มาตรการประหยัดไฟกระทบผู้สูงวัยขับรถช่วงกลางคืน ยังเป็นการสะท้อนว่าภาครัฐควรเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้เทคโนโลยีไฟอัจฉริยะแทนการปิดไฟแบบเดิม ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องประหยัดพลังงานได้แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มหาศาล
ทางเลือกที่เหมาะสมในวิกฤตนี้คือการนำพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์เข้ามาติดตั้งทดแทนในพื้นที่จุดเสี่ยง เพื่อให้กรุงเทพฯ กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย 24 ชั่วโมงอย่างแท้จริง การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนควรอยู่เหนือการลดต้นทุนเพียงชั่วคราว การปรับจูนนโยบายใหม่ให้ครอบคลุมถึงความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพของผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งพิจารณาและดำเนินการก่อนที่จะมีอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่านี้