ตำรวจทางหลวงชุมพรไล่ล่ารถขนยาบ้า
เหตุการณ์ระทึกบนถนนสายเอเชียเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชุมพร หลังตำรวจทางหลวงได้รับเบาะแสว่าจะมีการลำเลียงยาบ้าจำนวนมากลงไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่จึงวางกำลังเฝ้าระวังและติดตามรถยนต์ต้องสงสัยอย่างใกล้ชิด ก่อนนำไปสู่การไล่ล่าระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร และการจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 612,000 เม็ด
คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากหนึ่งในผู้ต้องหาเป็นอดีตตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่ามีบทบาทช่วยอำนวยความสะดวกและแจ้งข้อมูลด่านตรวจให้กับรถขนยาเสพติด เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานเชิงรุกของตำรวจทางหลวง รวมถึงความพยายามสกัดกั้นเครือข่ายยาเสพติดที่ใช้เส้นทางสายหลักในการลำเลียงของกลาง
ตำรวจทางหลวงชุมพรไล่ล่ารถขนยาบ้า 100 กิโลเมตร
ตามรายงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้รับแจ้งว่าจะมีการขนยาบ้าล็อตใหญ่ผ่านพื้นที่จังหวัดชุมพร เพื่อมุ่งหน้าไปส่งยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงจัดกำลังซุ่มสังเกตการณ์บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษม ช่วงขาล่องใต้ ในพื้นที่อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร
ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ 2 คันตรงตามข้อมูลที่ได้รับ โดยรถคันแรกเป็นรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทำหน้าที่ขับนำทาง ส่วนรถกระบะโตโยต้า รีโว่ สีดำ ขับตามหลังห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณะการเดินทางของรถทั้งสองคันทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกัน
เมื่อตำรวจส่งสัญญาณให้รถกระบะหยุดตรวจ คนขับกลับเร่งเครื่องหลบหนีทันที ตำรวจทางหลวงจึงประสานกำลังและใช้รถวิทยุจำนวน 4 คันติดตามสกัดจับ การไล่ล่าดำเนินไปเป็นระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร ท่ามกลางการวางแผนปิดเส้นทางและสกัดรถต้องสงสัยอย่างต่อเนื่อง
ตำรวจทางหลวงชุมพรไล่ล่ารถขนยาบ้า ก่อนจับกุมได้สำเร็จ
กระทั่งรถกระบะคันดังกล่าวเดินทางมาถึงบริเวณหน้าตลาดอวยชัย อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร คนขับพบว่าด้านหน้ามีด่านสกัดของเจ้าหน้าที่ จึงพยายามเลี้ยวรถกลับอย่างกะทันหัน แต่ไม่สามารถควบคุมรถได้ ทำให้รถเสียหลักเฉี่ยวชนกับรถบรรทุก 10 ล้อที่วิ่งสวนมา ส่งผลให้รถกระบะได้รับความเสียหายอย่างหนักและไม่สามารถขับต่อไปได้
เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวคนขับ ซึ่งเป็นชายอายุ 28 ปี และตรวจค้นบริเวณเบาะหลังของรถ พบกระสอบ 3 ใบ ภายในบรรจุยาบ้ารวมทั้งหมด 612,000 เม็ด จึงยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาไปสอบสวนขยายผลเกี่ยวกับเส้นทางการลำเลียงและผู้ร่วมขบวนการ
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้ข้อมูลว่ามีรถฟอร์จูนเนอร์ขับนำทางอยู่ด้านหน้า เจ้าหน้าที่จึงเร่งติดตามรถคันดังกล่าว ก่อนสกัดจับได้บนถนนทางหลวงหมายเลข 41 ช่วงกิโลเมตรที่ 6 ในพื้นที่ตำบลตากแดด อำเภอเมืองชุมพร
พบอดีตตำรวจร่วมขบวนการและยึดรถยนต์ 2 คัน
ผู้ที่อยู่ภายในรถฟอร์จูนเนอร์มี 2 ราย ได้แก่ นายวรวุธ หรือแจ๊ค อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นอดีตตำรวจ และนายพิทักษ์ หรือบิ๊ก อายุ 28 ปี เจ้าหน้าที่ระบุว่าอดีตตำรวจรายนี้เคยถูกให้ออกจากราชการจากคดียาเสพติดมาก่อน จึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบบทบาทและความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายครั้งนี้อย่างละเอียด
นอกจากยาบ้าจำนวน 612,000 เม็ดแล้ว เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดรถกระบะโตโยต้า รีโว่ สีดำ รถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ซึ่งมีทะเบียนจังหวัดกาญจนบุรี และโทรศัพท์มือถืออีก 4 เครื่อง เพื่อนำไปตรวจสอบข้อมูลการติดต่อ รวมถึงเส้นทางการเดินทางและผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับการสั่งการ
- จับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 3 ราย
- ตรวจยึดยาบ้าจำนวน 612,000 เม็ด
- ยึดรถยนต์ที่ใช้ในขบวนการ 2 คัน
- ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 4 เครื่อง
- พบผู้ต้องหา 1 รายเป็นอดีตตำรวจ
ผู้ต้องหารับสารภาพและพบสารเสพติดในร่างกาย
จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยคนขับรถกระบะเปิดเผยว่าได้รับจ้างขนยาบ้าเป็นครั้งที่ 2 และได้รับค่าจ้างเที่ยวละ 20,000 บาท ส่วนอดีตตำรวจและผู้ต้องหาอีกคนทำหน้าที่ขับรถฟอร์จูนเนอร์นำทาง พร้อมแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับจุดตรวจและด่านตรวจให้รถขนยาเสพติดทราบตลอดเส้นทาง
ข้อมูลดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพการทำงานของกลุ่มผู้ต้องหามากขึ้น เพราะมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ทั้งผู้ขับรถขนของกลาง ผู้ขับรถนำทาง และผู้ทำหน้าที่แจ้งข้อมูลความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ การใช้รถ 2 คันเดินทางแยกห่างกันยังอาจเป็นวิธีช่วยลดความผิดสังเกตและเพิ่มโอกาสหลบเลี่ยงการตรวจค้น
นอกจากนี้ ผลการตรวจปัสสาวะยังพบสารเสพติดในร่างกายของผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่ คนขับรถกระบะและนายพิทักษ์ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาเสพยาเสพติดขณะขับขี่เพิ่มเติม ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.หลังสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
คดีนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ และข้อมูลการติดต่อของผู้ต้องหา เพื่อค้นหาผู้สั่งการหรือเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังการลำเลียงยาบ้าล็อตใหญ่ การจับกุมครั้งนี้จึงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะการยึดของกลางจำนวนมาก แต่ยังอาจนำไปสู่การเปิดเผยเส้นทางและผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
เหตุการณ์ตำรวจทางหลวงชุมพรไล่ล่ารถขนยาบ้าเป็นอีกกรณีที่แสดงให้เห็นว่าเบาะแสจากประชาชนและการทำงานประสานกันของเจ้าหน้าที่มีความสำคัญต่อการป้องกันยาเสพติด หากพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยเกี่ยวกับการลำเลียงยาเสพติด ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที และไม่ควรเข้าไปเผชิญหน้าด้วยตนเองเพื่อความปลอดภัย
การสกัดกั้นยาเสพติดจำเป็นต้องอาศัยทั้งการข่าว เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกฝ่าย สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญคือการไม่สนับสนุนการซื้อขายหรือขนส่งยาเสพติด และช่วยกันแจ้งข้อมูลอย่างปลอดภัย เพราะเบาะแสเล็ก ๆ อาจช่วยหยุดยั้งเครือข่ายขนาดใหญ่และปกป้องคนในชุมชนได้
ที่มา – ตร.ทางหลวงชุมพร ไล่ล่ารถขนยาบ้า 100 กม. รวบแก๊งอดีตตำรวจเคลียร์ทาง





