ทรัมป์สั่งตัดงบเพิ่ม 160,000 ล้านบาทท่ามกลางคำเตือนภาวะชัตดาวน์
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข่าวใหญ่จากสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจได้กลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ออกคำสั่งตัดงบประมาณเพิ่มอีก 160,000 ล้านบาท จากงบประมาณโครงการต่าง ๆ ของกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ (ยูเอสเอด) ออกมา ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้กระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลกลาง และยังทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันสายกลาง
ทรัมป์สั่งตัดงบเพิ่ม 160,000 ล้านบาท
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกาว่า ทรัมป์ได้ส่งหนังสือไปยังนายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแจ้งถึงการตัดงบประมาณที่มีมูลค่าสูงถึง 4,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 158,172 ล้านบาท โดยเป็นการตัดมาจากโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาต่างประเทศที่ดำเนินการโดยกระทรวงการต่างประเทศและ U.S. Agency for International Development (USAID)
ภาพรวมของการตัดงบประมาณครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของทรัมป์ในการให้ความสำคัญกับอเมริกาเป็นอันดับหนึ่ง โดยสำนักงานบริหารและงบประมาณในทำเนียบขาวได้ระบุผ่านโซเชียลมีเดียอีกด้วยว่า “ประธานาธิบดีจะให้ความสำคัญกับอเมริกาก่อนเสมอ”
คำเตือนจากพรรคร่วมรัฐสภา
อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมรัฐสภา โดยเฉพาะพรรคเดโมแครต ได้ออกมาตักเตือนอย่างรุนแรง เนื่องจากมีความกังวลว่าการกระทำของทรัมป์อาจนำไปสู่สถานการณ์ “ชัตดาวน์” หรือภาวะอัมพาตทางงบประมาณในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งหมายถึงการที่หน่วยงานของรัฐบาลกลาง “ต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว” เพราะไม่มีงบประมาณรองรับ
นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาสหรัฐ กล่าวว่า การใช้กลวิธีที่เรียกว่า “pocket rescission” หรือการตัดยอนงบประมาณช่วงใกล้ปิดบัญชีปีงบประมาณ ถือว่าขัดต่อกฎหมาย และต้องไม่ถูกดำเนินการ เพราะมันไม่ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากสภาคองเกรสอย่างถูกต้อง
ในขณะที่สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนก็เห็นต่าง เนื่อว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจกระทบต่อนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐ และลดบทบาทการเข้าไปแทรกแซงของรัฐบาลอเมริกาในภูมิภาคต่าง ๆ
ทั้งนี้ เอกสารศาลที่สำนักข่าวเอเอฟพีได้เห็นยืนยันว่า การตัดงบประมาณรอบล่าสุดมีมูลค่า 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 103,296 ล้านบาท เป็นการสนับสนุนทุนสำหรับหน่วยงาน USAID ส่วนอีก 838 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 27,050 ล้านบาท) เป็นงบสำหรับภาระกิจรักษาสันติภาพ ซึ่งจัดสรรส่งต่อสหประชาชาติ (United Nations)
การตัดงบประมาณที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการขัดขวางการดำเนินงานขององค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งอาจสร้างผลกระทบระยะยาวต่อสถานการณ์ความไม่มั่นคงโลกในหลากหลายมุมมอง
อีกทั้ง ด้วยการตัดสินใจที่ยังเป็นกระแสถกเถียงกัน จึงเกิดความผันผวนของตลาดหุ้นโลก ความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก รวมถึงการเติบโตของโครงการพัฒนาในภูมิภาคที่ต้องพึ่งพาความร่วมมือจากสหรัฐฯ
การตัดงบฯ ที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ จะเป็นการกระตุ้นหรือทำให้สถานการณ์การเมืองของสหรัฐฯ 陷入了 ปมการเมืองซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือจะส่งผลดีต่อการจัดสรรงบประมาณในอนาคตอย่างยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของประชาชนยังคงเป็นคำถามที่ต้องจับตาต่อไป
หากคุณเป็นผู้ติดตามเรื่องการเมืองโลก ข่าวคราวครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการบริหารงบประมาณที่ต้องมีประสิทธิภาพและโปร่งใสที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะหากอ่อนล้าแม้เพียงครึ่งเดียว ก็อาจเขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจทั่วโลกได้
อย่าลืมติดตามข่าวสารอัพเดตแบบเรียลไทม์เพื่อรู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบจากนโยบายการเงินในสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง
ที่มา – ทรัมป์สั่งตัดงบเพิ่ม 160,000 ล้านบาท ท่ามกลางคำเตือนภาวะ ‘ชัตดาวน์’