ทีมเจ็ตสกีอาสาโต้ สว. ยันไม่ใช่ขี่แข่งน้ำท่วม
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ หลังจากมีการเผยแพร่ข้อความโต้แย้งคำให้สัมภาษณ์ของ สว. ที่ระบุว่า เจ็ตสกีที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ เกิดจากการขี่แข่งขันกันในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งข้อความดังกล่าวขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ทีมเจ็ตสกีอาสาได้ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ทีมเจ็ตสกีอาสาโต้ สว. ยันไม่ใช่ขี่แข่งน้ำท่วม
เจ้าของเพจ Facebook ที่ใช้ชื่อว่า “Keng Boytoystory” ได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้แจงและโต้แย้งข้อความของ สว. โดยระบุว่า “ข่าว สว.บอก ที่ Jetski ถูกยิง เพราะไปขี่แข่งกัน อย่าเรียกแข่งเลยครับ เรียกคลานดีกว่า”
ข้อความดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อการตีความข่าวที่บิดเบือนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการที่เจ็ตสกีถูกมองว่าเป็นยานพาหนะสำหรับความบันเทิง ไม่ใช่เครื่องมือกู้ภัยที่มีประสิทธิภาพ
เจ็ตสกีไม่ใช่ของเล่น แต่เป็นยานพาหนะกู้ภัย
ผู้โพสต์อธิบายเพิ่มเติมว่า “Jetski ที่พวกผมแข่งกัน ทำความเร็ว 0-100 km แค่ 3 วินาที ทีมJetski จำเป็นต้องมาช่วยไหม ปล่อยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือเรือท้องแบน ช่วยไม่ได้เหรอ”
ข้อความนี้ชี้ให้เห็นถึงความเข้าใจผิดของบางคนที่มองว่า เจ็ตสกีเป็นเพียงยานพาหนะสำหรับการแข่งขัน หรือความบันเทิง แต่ในความเป็นจริง เจ็ตสกีมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการกู้ภัยในพื้นที่น้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ที่เรือชนิดอื่นเข้าไม่ถึง
“บางพื้นที่ที่กระแสน้ำแรง โดยเฉพาะซอยเล็กๆแคบๆ จุดที่เป็น ปากทางเลี้ยว ทางแยก ยานพาหนะชนิดอื่นไม่สามารถเข้าช่วยเหลือได้เลย มีแค่เจ็ตสกีอย่างเดียวเท่านั้น ที่เข้าไปช่วยเหลือได้ เพราะเครื่องยนต์ที่แรงกว่า สู้แรงคลื่นกระแสน้ำดีกว่า”
ความเสี่ยงในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
การขี่เจ็ตสกีในพื้นที่น้ำท่วมไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่การแข่งขันตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง
- การชนกับสิ่งกีดขวางใต้น้ำ เช่น รถจักรยานยนต์ แบริเออร์กั้นถนน รถเข็นขายของ บันได รั้ว กำแพงบ้าน ศาลพระภูมิ เสาไฟฟ้า คอสะพาน พื้นถนนต่างระดับ
- อันตรายจากสายไฟที่ห้อยเกะกะ ซึ่งอาจทำให้คอขาดได้หากมองไม่เห็น
- เรือดูดขยะที่ลอยอยู่ในน้ำ ทำให้เครื่องยนต์เสียหายและอาจทำให้เรือล่ม
- สภาพน้ำเชี่ยวกรากที่ทำให้การควบคุมเรือเป็นเรื่องยาก
“รู้ไหมครับ Jetski ลำละ 7-8 แสน ทุกครั้งที่พวกเราเอาเรือไปช่วยน้ำท่วม ต้องกลับมาเสียเงินซ่อมกันเอง ค่าซ่อมสีเรือเป็นหมื่น ถ้าเรือท้องแตก เครื่องยนต์พัง ค่าซ่อม 3-5 หมื่น ถึงจะซ่อมจบ แต่เรือจะโทรมมาก ตอนขายราคาจะตกไม่ต่ำกว่า 5 หมื่น – 3 แสนบาทต่อลำ ขึ้นอยู่กับความเสียหาย”
เจ็ตสกีช่วยชีวิตได้จริง
ข้อความของผู้โพสต์ยังได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงราย ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเจ็ตสกีในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย
“พิสูจน์แล้วจากเหตุการณ์ น้ำท่วมเชียงราย ตอนนั้นเรือท้องแบนพยายามเข้าไปช่วยเหลือ เข้าไป 10 ลำ เรือล่ม 10 ลำ มีแค่พวกเราทีมเจ็ตสกี จิตอาสา 20 กว่าลำ ที่เป็นคนกู้ภัย อพยพผู้ประสบภัย”
ข้อเท็จจริงนี้แสดงให้เห็นว่า เจ็ตสกีไม่ใช่ยานพาหนะสำหรับความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ
ผู้โพสต์ยังได้เสนอแนะต่อภาครัฐว่า ควรพิจารณาจัดซื้อเจ็ตสกีสำหรับการกู้ภัย เนื่องจากมีประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
“ขอแค่เรือถอยหลังได้ body ลำใหญ่ ซื้อ 100 ลำ พึ่ง 40 ล้านเอง Jetski 100 ลำ ถูกกว่าเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำอีก แถมช่วยเหลือได้รวดเร็วกว่าช่วยคนได้เยอะกว่า”
ข้อเสนอแนะนี้สะท้อนถึงความต้องการให้ภาครัฐเห็นคุณค่าและบทบาทของเจ็ตสกีในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ไม่ใช่มองว่าเป็นเพียงยานพาหนะสำหรับความบันเทิง
การที่ สว. ออกมาให้ข่าวในลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ทีมเจ็ตสกีอาสา ที่เสียสละเวลาและทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น แทนที่จะได้รับการชื่นชมและสนับสนุน กลับถูกตีความผิดไปในทางลบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ควรเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้มีอำนาจและสื่อมวลชน ในการนำเสนอข่าวสารควรตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้าน และไม่ควรตีความข่าวในทางที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวม
ที่มา – ‘ทีมเจ็ตสกีอาสา’ โต้ สว. ยันไม่ได้ขี่ลงพื้นที่น้ำท่วมเพื่อแข่งขัน