นายกฯมั่นใจ 4 เดือนทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญทัน
เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 13 กันยายน ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่าภายในระยะเวลา 4 เดือนนั้น รัฐบาลจะสามารถจัดทำ ประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ได้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางในการรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกระบวนการยุบสภาและการจัดทำประชามติ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ระบบการทำงานที่วางไว้นั้นสามารถรองรับได้ แต่จำเป็นต้องประชุมปรึกษาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการจัดการเลือกตั้ง ถ้าสามารถจัดทำ ประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จพร้อมกับการยุบสภา จะช่วยลดภาระงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการทางการเมืองโดยรวม
นายกฯมั่นใจ 4 เดือนทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญทัน
“เราเชื่อมั่นว่าระยะเวลา 4 เดือนนั้นเพียงพอ เพราะเราต้องมีการวางแผนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ให้ประสานกันอย่างดี โดยเฉพาะ กกต. ที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลเรื่องการเลือกตั้ง” นายอนุทินกล่าว
ประเด็นหนึ่งที่นับว่าเป็นแรงกดดันจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คือ ข้อจำกัดที่ว่าประชาชนไม่สามารถเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งทางรัฐบาลได้เตรียมแนวทางออกมาสอดคล้อง โดยการเชิญนักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญมาร่วมทำงานร่วมกับคณะทำงานของรัฐบาล
ดูแลกระบวนการอย่างรอบด้าน
“เราได้เชิญตัวนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มาร่วมดำเนินการด้วย นี่เป็นสัญญาณว่าเราไม่ได้ทำงานเพียงฝ่ายเดียว แต่เปิดกว้างต่อความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ” นายกรัฐมนตรีกล่าว
เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ด้านรัฐบาลได้ระบุชัดเจนว่าประชามตินี้จะเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะใช้ประโยชน์จากระบบวินิจฉัยเพื่อแนวทางต่อในอนาคต และยืนยันว่ากระบวนการจะเป็นไปตามหลักกติกาและกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ
- กำหนดกรอบเวลา 4 เดือน
- ประสานงานหน่วยงานราชการและ กกต.
- จัดทำประชามติให้สอดคล้องกับกระบวนการยุบสภา
- ลดงบประมาณในการดำเนินการ
- เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นประชาชน
จากการประเมินในตอนนี้ เห็นว่าหากกระบวนประชามติแก้รัฐธรรมนูญสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาหลังการเลือกตั้ง ก็จะมีกรอบอ้างอิงที่ชัดเจนในการดำเนินการต่อ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสถาบันและความเชื่อมั่นของประชาชน
เมื่อถามถึงแนวทางในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ให้ดำเนินการตามที่ประชาชนต้องการ นายอนุทินได้ตอบอย่างระมัดระวังว่า ขณะนี้มุ่งเน้นที่การเตรียมความพร้อมและพัฒนาแนวทางที่เป็นกลาง ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศ
โดยสรุปแล้ว รัฐบาลมองว่า ประชามติแก้รัฐธรรมนูญเป็นช่องทางหนึ่งที่จะส่งเสริมให้ประชาชนสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ และแม้จะต้องใช้เวลานานถึง 4 เดือน แต่สิ่งนี้ถือเป็นเครื่องหมายของการพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างรอบคอบ
ในทางปฏิบัติ ผู้เกี่ยวข้องหลายคนมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนมากกว่าเดิม หากภาครัฐสามารถขับเคลื่อนจังหวะนี้ได้อย่างจริงจัง
หากต้องการติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว สามารถติดตามผ่านช่องทางทางการของพรรคภูมิใจไทย หรือเว็บไซต์ข่าวที่รายงานข่าวการเมืองอย่างตรงไปตรงมา
หากคุณเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เชิญชวนให้เปิดใจและร่วมติดตามกระบวนการครั้งนี้ไปด้วยกัน