น้ำท่วมซ้ำซากชาวอยุธยา แค่เยียวยาไม่พอ

ปัญหา น้ำท่วมซ้ำซากชาวอยุธยา กลับมาเป็นคำถามสำคัญอีกครั้ง หลังหลายครอบครัวต้องเร่งยกสิ่งของขึ้นที่สูง หาพื้นที่จอดรถที่ปลอดภัย และเตรียมเรือไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน แม้คนในพื้นที่จะคุ้นเคยกับฤดูน้ำหลากและมีประสบการณ์รับมือมาหลายปี แต่สถานการณ์ครั้งนี้สร้างความกังวลมากเป็นพิเศษ เพราะระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เคยเพิ่มวันละประมาณ 10-20 เซนติเมตร กลายเป็นเกือบ 1 เมตรต่อวัน จนหลายบ้านขนย้ายทรัพย์สินไม่ทัน

สิ่งที่ชาวบ้านต้องการสะท้อนไม่ได้มีเพียงเรื่องระดับน้ำหรือความเสียหายของบ้านเรือนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรายได้ที่หายไป ค่าใช้จ่ายในการป้องกันน้ำ และภาระการซ่อมแซมหลังน้ำลด หลายครอบครัวต้องหยุดงาน หยุดค้าขาย และนำเงินเก็บที่สะสมมาหลายเดือนไปใช้กับการรับมือน้ำท่วม เมื่อเกิดเหตุซ้ำทุกปี เงินเยียวยาจึงอาจช่วยได้เพียงระยะสั้น แต่ไม่สามารถทดแทนโอกาสทางอาชีพ สุขภาพ และความมั่นคงของครอบครัวได้ทั้งหมด

น้ำท่วมซ้ำซากชาวอยุธยา สะท้อนปัญหาที่ต้องแก้ระยะยาว

นายหัสนัย เหมือนขวัญ ชาวบ้านหมู่ 1 ตำบลท่าดินแดง เล่าว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นจุดที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ชาวบ้านจึงมักเตรียมตัวล่วงหน้าเมื่อเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก อย่างไรก็ตาม ปีนี้น้ำมาเร็วกว่าที่คาดไว้ ประกอบกับก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่าปริมาณน้ำอาจไม่รุนแรง ทำให้บางครอบครัวไม่ได้เตรียมตัวอย่างเต็มที่ เมื่อระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การขนย้ายข้าวของจึงทำได้ยากและต้องใช้เงินจำนวนมาก

นายหัสนัยย้ำว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการเงินเยียวยาเป็นหลัก หากเลือกได้ ทุกคนอยากให้ปัญหาน้ำท่วมได้รับการแก้ไขจนไม่ต้องเผชิญเหตุซ้ำ เพราะเมื่อเกิดน้ำท่วมแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่การยกพื้นบ้าน ซื้ออุปกรณ์ป้องกัน ขนย้ายของ ล้างบ้าน ไปจนถึงการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหาย ขณะเดียวกันยังไม่สามารถออกไปทำงานหรือค้าขายได้ตามปกติ ส่งผลให้รายได้ลดลงและหนี้สินเพิ่มขึ้น

เสียงจากผู้สูงอายุถึงรัฐบาลเรื่องน้ำท่วมซ้ำซากชาวอยุธยา

นางประครอง สุขนิธิ อายุ 87 ปี เป็นอีกหนึ่งเสียงของชาวอยุธยาที่อยากฝากถึงรัฐบาล หลังเคยพบและรับฟังแนวทางจากนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา เธอยังจำความหวังในวันนั้นได้ว่า ชาวอยุธยาอาจไม่ต้องนำรถยนต์ไปจอดหนีน้ำบนถนน และจะสามารถใช้เส้นทางสัญจรได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องกังวลกับน้ำท่วมอีก

แต่เมื่อถึงปีนี้ น้ำกลับเข้าท่วมบ้านเรือนอีกครั้ง ทำให้คำสัญญาและความหวังของประชาชนถูกนำกลับมาตั้งคำถาม นางประครองต้องการให้รัฐบาลดูแลปัญหาน้ำท่วมของชาวอยุธยาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงลงพื้นที่หลังเกิดเหตุหรือจัดสรรเงินช่วยเหลือเท่านั้น สำหรับผู้สูงอายุที่ผ่านน้ำท่วมมาหลายครั้ง ความต้องการสำคัญคือการได้เห็นแผนป้องกันที่ทำงานได้จริง และเห็นหน่วยงานต่าง ๆ รับผิดชอบต่อเนื่องจนเกิดผล

ด้านนางนันทนา ดีศรี อายุ 65 ปี กล่าวว่า บ้านของเธอได้รับผลกระทบทั้งจากน้ำฝนและน้ำที่เอ่อล้นตลิ่ง แม้จะเจอน้ำท่วมเป็นประจำ แต่ปีนี้รับมือได้ยากกว่าที่ผ่านมา เพราะระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นภายในเวลาไม่นาน เมื่อเห็นว่าน้ำยังไม่ท่วมในช่วงแรก เธอจึงคิดว่าสถานการณ์อาจไม่รุนแรงเหมือนปีก่อน ทว่าช่วงเย็นระดับน้ำกลับเพิ่มขึ้นจนเข้าท่วมบ้าน แม้แต่เรือก็ยังเตรียมไม่ทัน ต้องรอให้ลูกเดินทางมาช่วย

ทำไมการเยียวยาอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ

เงินเยียวยามีความสำคัญต่อการฟื้นฟูชีวิตหลังเกิดภัยพิบัติ แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นคำตอบเดียวของปัญหา น้ำท่วมซ้ำซากชาวอยุธยา เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นมีหลายมิติ ทั้งทรัพย์สิน รายได้ สุขภาพกาย สุขภาพใจ และโอกาสทางการศึกษา เด็กบางคนเดินทางไปโรงเรียนไม่ได้ ผู้สูงอายุเข้าถึงการรักษาพยาบาลลำบาก และผู้ค้ารายย่อยต้องหยุดกิจการโดยไม่รู้ว่าจะกลับมาเปิดได้เมื่อใด

แนวทางแก้ไขจึงควรครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็วและเข้าใจง่าย การปรับปรุงทางระบายน้ำ การดูแลคันกั้นน้ำ ไปจนถึงการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ นอกจากนี้ รัฐควรเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม เพราะชาวบ้านคือผู้ที่รู้จุดเสี่ยง เส้นทางน้ำ และผลกระทบในแต่ละช่วงเวลามากที่สุด

  • จัดทำระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนระดับน้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาขนย้ายสิ่งของ
  • วางแผนบริหารน้ำล่วงหน้า โดยประสานงานระหว่างจังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น และชุมชน
  • พัฒนาโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมให้เหมาะกับพื้นที่ ไม่ใช่ใช้มาตรการเดียวกับทุกชุมชน
  • จัดงบประมาณสำหรับการป้องกันและฟื้นฟูอาชีพ ควบคู่กับเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุ
  • เปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานและความคืบหน้าให้ประชาชนตรวจสอบได้

หัวใจของเรื่องนี้คือรัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดน้ำท่วม มาเป็นการป้องกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ชาวบ้านไม่ควรถูกบังคับให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการหนีน้ำทุกปี หรือจำยอมกับความเสียหายเพียงเพราะอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เสียงจากประชาชนอยุธยาจึงเป็นมากกว่าคำร้องขอความช่วยเหลือ แต่เป็นคำถามถึงนโยบายและความรับผิดชอบว่า รัฐบาลจะทำให้ น้ำท่วมซ้ำซากชาวอยุธยา กลายเป็นปัญหาที่แก้ได้จริง หรือจะปล่อยให้คนในพื้นที่รอเยียวยาไปอีกปีแล้วปีเล่า

ความคิดเห็นของชาวบ้านสะท้อนชัดเจนว่า การแก้ปัญหาที่แท้จริงต้องเริ่มก่อนน้ำมา รัฐบาลควรรับฟังเสียงจากพื้นที่ ลงมือทำอย่างต่อเนื่อง และรายงานผลอย่างตรงไปตรงมา เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงเงินหลังเกิดเหตุ แต่ต้องการชีวิตที่ปลอดภัยและอนาคตที่ไม่ต้องเตรียมตัวหนีน้ำซ้ำทุกปี

ที่มา – เสียงจากชาวอยุธยา น้ำท่วมซ้ำซาก แค่เยียวยาไม่พอ ถึงเวลาถามรัฐบาล “จะแก้ปัญหาอย่างไร”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *