บิ๊กดุลย์ถกสภากลาโหม ย้ำเหล่าทัพไร้ช่องว่าง

การเปลี่ยนผ่านตำแหน่งสำคัญของกองทัพถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องจับตา เพราะเกี่ยวข้องกับการบริหารงาน ความต่อเนื่องของภารกิจ และความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ยังมีภารกิจดูแลพื้นที่ชายแดนและต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

จากกรณี บิ๊กดุลย์ถกสภากลาโหม ในการประชุมครั้งสุดท้ายก่อนการสับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กำชับให้ทุกเหล่าทัพบริหารงานอย่างรอบคอบ ไม่ให้เกิดช่องว่างในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยการประชุมดังกล่าวมีกำหนดขึ้นในวันที่ 23 กันยายน ก่อนที่การสับเปลี่ยนตำแหน่งจะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคม

บิ๊กดุลย์ถกสภากลาโหม ย้ำความต่อเนื่องด้านความมั่นคง

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ประเด็นที่จะเน้นย้ำต่อที่ประชุมมีหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือการดูแลพลทหารอาสา โดยต้องการให้ผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่เร่งผลักดันแนวทางต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่ใช่หยุดอยู่เพียงระดับนโยบายหรือการหารือเท่านั้น

นอกจากเรื่องพลทหารอาสาแล้ว ยังมีประเด็นเกี่ยวกับมาตรการฝึกและการลงโทษ ซึ่งต้องดำเนินการตามระเบียบวินัยอย่างชัดเจนและเป็นธรรม การฝึกควรช่วยสร้างความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ ขณะเดียวกัน การปลูกฝังให้กำลังพลมีความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ก็ยังเป็นแนวทางสำคัญของการสร้างบุคลากรที่มีความรับผิดชอบต่อประเทศ

บิ๊กดุลย์ถกสภากลาโหม พร้อมดูแลกำลังพลชายแดน

สำหรับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่าทุกฝ่ายต้องใช้ความระมัดระวังและเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ เนื่องจากไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้แน่ชัดว่าภัยคุกคามจะเกิดขึ้นเมื่อใด การทำงานในพื้นที่ดังกล่าวจึงต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ การประสานงาน และการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ส่วนการสับเปลี่ยนกำลังพลนั้น ไม่ได้ดำเนินการพร้อมกันทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ใช้แนวทางสับเปลี่ยนประมาณ 2 ใน 3 เพื่อให้ภารกิจยังคงเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง การจัดกำลังในแต่ละพื้นที่จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บัญชาการเหล่าทัพ แม่ทัพภาค และผู้บัญชาการกองกำลัง ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่และสามารถวางแผนบริหารจัดการได้เหมาะสมที่สุด

แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านตำแหน่งไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนบุคลากรทั้งหมดในทันที แต่เป็นการจัดระบบให้มีทั้งผู้ปฏิบัติงานเดิมและผู้รับผิดชอบชุดใหม่ทำงานร่วมกัน เพื่อรักษาความรู้ ความต่อเนื่อง และความพร้อมในการรับมือเหตุการณ์ต่าง ๆ

งบกลาง 3,500 ล้านบาท เสริมความพร้อมกองทัพ

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการที่รัฐบาลอนุมัติงบกลางประมาณ 3,500 ล้านบาท ให้ 3 เหล่าทัพเพิ่มเติม งบประมาณส่วนนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดซื้ออาวุธและยุทโธปกรณ์ทดแทนของเดิมที่ถูกใช้งานไป รวมถึงซ่อมบำรุงอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบ

นอกจากนี้ งบประมาณยังสามารถนำไปจัดซื้อสิ่งของจำเป็นสำหรับการปฏิบัติภารกิจในครั้งต่อไป การจัดสรรงบในลักษณะนี้จึงไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการเพิ่มอุปกรณ์ใหม่ แต่ยังครอบคลุมการฟื้นฟูและดูแลทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อให้กำลังพลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ทดแทนอาวุธและยุทโธปกรณ์ ที่ผ่านการใช้งานหรือเสื่อมสภาพ
  • ซ่อมบำรุงอุปกรณ์ ที่ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติภารกิจ
  • จัดซื้อสิ่งของจำเป็น เพื่อรองรับการปฏิบัติการในอนาคต
  • เพิ่มความพร้อมรอบด้าน ให้กองทัพสามารถดูแลความมั่นคงได้อย่างต่อเนื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยืนยันว่า ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าการป้องกันประเทศจะดำเนินการแบบองค์รวม ไม่ได้เป็นหน้าที่ของทหารเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังรวมถึงประชาชน หน่วยงานราชการ และกระทรวงต่าง ๆ ที่ต้องร่วมมือกันตามภารกิจและความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน

ศูนย์ JIC ยังเดินหน้าตามถ้อยแถลงร่วม

กรณีศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือศูนย์ JIC ซึ่งมี พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการและกำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องมีการหารือกัน

พล.ท.อดุลย์ยืนยันว่า ศูนย์ JIC ยังคงดำเนินงานต่อไป เนื่องจากเป็นกลไกที่สอดคล้องกับถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement เพียงแต่ต้องพูดคุยกันเพิ่มเติมว่าจะปรับรูปแบบการดำเนินงานและการมอบหมายบุคคลอย่างไร ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ที่จะเข้ามารับหน้าที่แทนนั้น จะต้องหารือกับ พล.อ.อ.ประภาสอีกครั้ง เพื่อให้การทำงานมีความเหมาะสมและไม่สะดุด

ภาพรวมของการประชุมครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องการสับเปลี่ยนตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการรักษาความต่อเนื่องของภารกิจ การดูแลกำลังพล การเตรียมพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ และการสื่อสารสถานการณ์ระหว่างหน่วยงาน สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องส่งต่องานกันอย่างเป็นระบบ มีข้อมูลครบถ้วน และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

สำหรับประชาชน การติดตามข่าว บิ๊กดุลย์ถกสภากลาโหม ช่วยให้เห็นภาพการเตรียมความพร้อมของภาครัฐในช่วงเปลี่ยนผ่านตำแหน่งได้ชัดเจนขึ้น หากทุกหน่วยงานทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากช่องว่างในการบริหารและสร้างความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงได้มากขึ้น

มุมมองส่งท้าย: การเปลี่ยนผ่านที่ดีควรเดินหน้าพร้อมกับการส่งต่องานอย่างละเอียดและการสื่อสารที่ชัดเจน ประชาชนจึงควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างรอบด้าน

ที่มา – ‘บิ๊กดุลย์’ถกสภากลาโหม กำชับ’เหล่าทัพ’อย่าเกิดช่องว่างช่วงสับเปลี่ยนตำแหน่ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *