บิ๊กโจ๊ก ไม่รู้จักโทนบางแค วอนอย่าโยง
วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ บิ๊กโจ๊ก ไม่รู้จักโทนบางแค และกลุ่มเซียนพระวงการมาดามเก่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ในคดีที่อดีตลูกน้องคนสนิทอย่าง พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ และ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ ได้แจ้งความดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
บิ๊กโจ๊ก ไม่รู้จักโทนบางแค
หลังจากให้ปากคำเสร็จ บิ๊กโจ๊กได้เปิดใจกับสื่อมวลชน โดยยืนยันชัดเจนว่า บิ๊กโจ๊ก ไม่รู้จักโทนบางแค หรือนายโทน และกลุ่มเซียนพระวงมาดามเก่ง ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดียแต่อย่างใด เขาย้ำว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และวันนั้นก็ไม่ได้นัดหมายกันมาให้ปากคำที่กองปราบปรามด้วยกัน เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวที่ว่า อาจใช้โทนบางแคเป็นเครื่องมือในการโจมตี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. หรือ “บิ๊กเต่า” บิ๊กโจ๊กตอบกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ขออย่าเอาไปโยงกัน รวมถึงอย่าเอาไปรวมกับประเด็นอื่นด้วย ตนเองไม่รู้เรื่องเขา ไม่รู้จัก และไม่ได้ใช้ใครเป็นเครื่องมือ”
ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือหนาหูในวงการข่าวการเมืองและตำรวจ ที่มักมีคนพยายามโยงเหนี่ยวนำให้ดูเหมือนมีเบื้องหลังซับซ้อน แต่บิ๊กโจ๊กยืนกรานว่าทุกอย่างโปร่งใส และดำเนินการตามกรอบกฎหมายเท่านั้น
บิ๊กโจ๊ก ให้ปากคำเพิ่มเติมอะไรบ้าง
ด้านนายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของบิ๊กโจ๊ก เปิดเผยว่า ในวันดังกล่าวได้นำพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยเฉพาะพยานทางการแพทย์ 3-4 ปาก เข้ามาให้การ เพื่อร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานสอบสวน พยานเหล่านี้เป็นบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับคดี และข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้พนักงานสอบสวนพิจารณาสำนวนคดีได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น บิ๊กโจ๊กเองก็ให้ปากคำครบถ้วนแล้ว โดยเรื่องว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องนั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ ทนายยังชี้แจงกรณีที่ก่อนหน้านี้บิ๊กโจ๊กเคยเข้าพบพนักงานสอบสวนที่กองปราบปราม โดยมีข่าวว่าข้อมูลไม่ตรงกันนั้น จริงๆ แล้วเป็นการนัดให้ข้อมูลเพิ่มเติม และบิ๊กโจ๊กมีเจตนาจะแจ้งความกลับต่ออดีตลูกน้องในวันนั้น แต่เนื่องจากมีภารกิจเร่งด่วนและเวลาจำกัด จึงทำได้แค่รับทราบข้อหาเท่านั้น หลังจากนี้จะดำเนินการแจ้งความกลับอย่างแน่นอน
พื้นหลังคดีและความสัมพันธ์ที่ถูกตั้งคำถาม
คดีนี้เริ่มต้นจากอดีตลูกน้องที่เคยสนิทสนมกัน แต่เกิดข้อพิพาทจนนำไปสู่การแจ้งความ ขณะที่ประเด็น บิ๊กโจ๊ก ไม่รู้จักโทนบางแค ถูกหยิบยกขึ้นมาเพราะมีข้อมูลว่าทั้งสองฝ่ายอาจรู้จักกันผ่านวงการพระเครื่องหรือเหตุการณ์อื่นๆ แต่บิ๊กโจ๊กปฏิเสธอย่างหนักแน่น และยังยืนยันว่าไม่เคยพูดคุยกับคู่กรณีในวันนั้น รวมถึงไม่มีการทำร้ายร่างกายตามที่ถูกกล่าวหา ข้อมูลทางการแพทย์ที่นำเสนอเป็นหลักฐานสำคัญที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
- บิ๊กโจ๊กให้ปากคำเพิ่มเติมตามนัดของตำรวจ
- นำพยานหมอ 3-4 ปากมาให้การ
- ปฏิเสธรู้จักโทนบางแคและกลุ่มเซียนพระ
- วอนสื่อและประชาชนอย่าโยงประเด็นไม่เกี่ยวข้อง
- จะแจ้งความกลับอดีตลูกน้องในเร็ววัน
จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในวงการตำรวจไทย ที่มักมีข่าวลือและการเมืองภายในเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่บิ๊กโจ๊กที่ขึ้นชื่อเรื่องเด็ดขาดในการปราบปรามอาชญากรรม ดูเหมือนจะจัดการเรื่องนี้ด้วยความสงบและยึดหลักกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ กลุ่มเซียนพระและโทนบางแคที่ถูกพูดถึง ซึ่งเป็นบุคคลในวงการพระเครื่องที่กำลังมีดราม่าร้อนแรง หากไม่ระวัง ข่าวลือเหล่านี้อาจทำให้ภาพลักษณ์ของทุกฝ่ายเสียหายได้
สรุปแล้ว บิ๊กโจ๊ก ไม่รู้จักโทนบางแค จริงหรือไม่นั้น จากปากคำที่ให้ไป ชัดเจนแล้วว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และขอให้ทุกคนติดตามพัฒนาการคดีอย่างใกล้ชิด
เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์นี้ว่า การเมืองในวงการตำรวจยังคงเข้มข้น แต่บิ๊กโจ๊กแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและไม่ยอมให้ข่าวลือมาบดบังความจริง คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ ด้วยนะ!