ประธาน กมธ.ปปช.เล็งเวิร์คชอปใหญ่ปราบโกง จ่อรื้อกม.ลดความเสี่ยงทุจริต
เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังติดตามข่าวคราวเรื่องความโปร่งใสในภาครัฐกันอยู่ ล่าสุดถือเป็นข่าวใหญ่ที่น่าจับตามอง เมื่อนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกด้วยการเตรียมเดินหน้าโปรเจกต์ใหญ่ โดยมีเป้าหมายหลักคือการจัดงานเวิร์คชอปเพื่อหาทางออกในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่าภาครัฐเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงจากภาคเอกชนอย่างจริงจังมากขึ้นครับ
ประธาน กมธ.ปปช.เล็งเวิร์คชอปใหญ่ปราบโกง จ่อรื้อกม.ลดความเสี่ยงทุจริต
การขยับตัวของ กมธ.ป.ป.ช. ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการหารือร่วมกับคณะทำงาน “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” เพื่อรับฟังผลการสำรวจความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐที่อ้างอิงมาตรฐานจากธนาคารโลก โดยผลสำรวจจากกลุ่มผู้ประกอบการกว่า 401 รายทั่วประเทศต่างชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน ซึ่งประธาน กมธ. ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า การประธาน กมธ.ปปช.เล็งเวิร์คชอปใหญ่ปราบโกง จ่อรื้อกม.ลดความเสี่ยงทุจริต ในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นการจับผิดหน่วยงานใดเป็นพิเศษ แต่ต้องการปรับปรุง “ระบบ” ให้มีความโปร่งใสมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ก้าวต่อไปกับการปรับแก้กฎหมายและลดช่องโหว่
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการปรับปรุงกฎระเบียบและกฎกระทรวงต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ซึ่งมักเป็นช่องว่างให้เกิดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ที่ไม่เหมาะสม การที่ทาง กมธ. ให้ความสำคัญกับการประธาน กมธ.ปปช.เล็งเวิร์คชอปใหญ่ปราบโกง จ่อรื้อกม.ลดความเสี่ยงทุจริต จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ดังนี้:
- การผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับภาคประชาชน
- การลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ เพื่อลดโอกาสการเรียกรับผลประโยชน์
- การจำกัดอำนาจการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐผ่านการปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง
หลายคนอาจตั้งคำถามว่าเวิร์คชอปนี้จะเปลี่ยนประเทศได้จริงไหม? ส่วนตัวผมมองว่าการที่ภาครัฐยอมเปิดกว้างและหันมาร่วมมือกับภาคเอกชน รวมถึงภาควิชาการแบบนี้ คือสัญญาณบวกที่ดีมากครับ เพราะการแก้ปัญหาทุจริตไม่ใช่หน้าที่ของกระบอกเสียงฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่ต้องเป็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ยิ่งถ้าเราสามารถลดทอนขั้นตอนพิธีการที่ยุ่งยากลงได้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติก็จะกลับมา และเศรษฐกิจบ้านเราก็จะขยายตัวได้เต็มศักยภาพมากขึ้น
สุดท้ายนี้ เราคงต้องรอดูว่าเวิร์คชอปที่จะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 จะออกมาเป็นอย่างไร แต่การที่ผู้นำหน่วยงานแสดงเจตจำนงชัดเจนว่าพร้อมจะปรับตัว ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับประชาชนอย่างเราเป็นอย่างมากครับ หากใครอยากติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ต่อ อย่าลืมคอยอัปเดตข่าวสภาฯ ไว้ให้ดี เพราะการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจะเป็นเกราะป้องกันการทุจริตได้อย่างทรงพลังที่สุดครับ
ที่มา – ประธาน กมธ.ปปช.เล็งเวิร์คชอปใหญ่ปราบโกง จ่อรื้อกม.ลดความเสี่ยงทุจริต