ประเสริฐยกเครื่อง 3 เรื่องใหญ่ ปฏิรูปการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการกำลังเดินหน้าปรับระบบการศึกษาให้ตอบโจทย์ผู้เรียนและชุมชนมากขึ้น ภายใต้แนวทาง ประเสริฐยกเครื่อง 3 เรื่องใหญ่ ซึ่งครอบคลุมการแก้ปัญหาอินเทอร์เน็ตในโรงเรียน การยกระดับห้องสมุดชุมชนและศูนย์การเรียนรู้ รวมถึงการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ทั้งสามเรื่องเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการเรียนรู้และโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทยโดยตรง
แนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการประชุมคณะกรรมการบูรณาการเพื่อติดตามนโยบายหลักของกระทรวงศึกษาธิการ โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจน พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นจริงและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
ประเสริฐยกเครื่อง 3 เรื่องใหญ่ เพื่อโอกาสการเรียนรู้ที่เท่าเทียม
หัวใจสำคัญของนโยบายนี้คือการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะโรงเรียนแต่ละแห่งมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน บางพื้นที่ประสบปัญหาอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร บางชุมชนขาดแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งต้องบริหารทรัพยากรอย่างจำกัด การแก้ปัญหาจึงไม่ควรใช้วิธีเดียวกันทั้งหมด แต่ต้องพิจารณาจากข้อมูลจริงและความต้องการของผู้เรียน ครู และชุมชน
ประเสริฐยกเครื่อง 3 เรื่องใหญ่ เริ่มจากอินเทอร์เน็ตโรงเรียน
อินเทอร์เน็ตถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการเรียนการสอนยุคใหม่ นักเรียนใช้ค้นคว้าข้อมูล เรียนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และฝึกทักษะเทคโนโลยี ขณะเดียวกันครูก็ต้องใช้อินเทอร์เน็ตสำหรับเตรียมบทเรียน สื่อการสอน และการประเมินผล หากสัญญาณขัดข้องหรือมีความเร็วไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลต่อประสบการณ์การเรียนรู้และทำให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเสียโอกาส
จากการหารือกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT พบว่าปัญหาอินเทอร์เน็ตในโรงเรียนมีหลายสาเหตุ ทั้งข้อจำกัดด้านโครงข่าย อุปกรณ์ พื้นที่ตั้งโรงเรียน และงบประมาณ ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. จะต้องรวบรวมข้อมูลแยกตามพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขที่ตรงจุดมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนรองรับการใช้อินเทอร์เน็ตดาวเทียมให้ทันต่อการเตรียมโครงการในปีงบประมาณ 2571 รวมถึงการพิจารณาใช้ไฟเบอร์ออปติกควบคู่กัน โรงเรียนอาจมีทางเลือกด้านแพ็กเกจและรูปแบบบริการที่เหมาะสมกับลักษณะพื้นที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับงบประมาณ
ยกระดับห้องสมุดชุมชนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของทุกคน
อีกประเด็นที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญคือการพัฒนาห้องสมุดชุมชนและศูนย์การเรียนรู้ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร. เป้าหมายคือทำให้เด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปเข้าถึงความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และอย่างเท่าเทียม ห้องสมุดยุคใหม่จึงควรเป็นมากกว่าสถานที่เก็บหนังสือ แต่ต้องเป็นพื้นที่สำหรับอ่าน ค้นคว้า ทดลอง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
สกร. จะพิจารณาคุณภาพของหนังสือและสื่อการเรียนรู้ให้เหมาะกับกลุ่มผู้ใช้ พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-book มาใช้ควบคู่กับหนังสือเล่ม การมีสื่อหลายรูปแบบจะช่วยให้ผู้เรียนเลือกวิธีเรียนที่เหมาะกับตัวเอง และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเนื้อหาได้สะดวกผ่านโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ดิจิทัล
การทำงานยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือกับ TK Park, OKMD, CEA ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ ทุกฝ่ายสามารถช่วยกันสนับสนุนหนังสือ อุปกรณ์ กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หรือหลักสูตรระยะสั้นได้ เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้เด็กอ่านออก แต่ต้องอ่านเข้าใจ สรุปสาระสำคัญ และคิดวิเคราะห์เป็น ซึ่งเป็นทักษะจำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในอนาคต
จัดทัพโรงเรียนขนาดเล็กโดยคำนึงถึงนักเรียน
สำหรับโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 50 คน กระทรวงศึกษาธิการตั้งเป้าหมายดำเนินการกับโรงเรียนจำนวน 5,813 แห่ง โดยปรับกรอบเวลาจากเดิม 5 ปี เหลือ 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569–2571 การบริหารจัดการในเรื่องนี้อาจรวมถึงการควบรวมโรงเรียน การจัดการเรียนรวม หรือการปรับรูปแบบการใช้บุคลากรและทรัพยากรให้เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การจัดการโรงเรียนขนาดเล็กไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการลดจำนวนโรงเรียน เพราะโรงเรียนในชุมชนมีความสำคัญต่อเด็กและครอบครัว โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล การตัดสินใจจึงต้องพิจารณาคุณภาพการเรียนรู้ ระยะทาง ความปลอดภัย และความพร้อมของผู้ปกครองควบคู่กัน
สพฐ. และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ก.ค.ศ. จะต้องจัดทำแผนอัตรากำลังครูและบุคลากรให้เป็นระบบ รวมถึงวางแผนการโยกย้ายและการจัดสรรกำลังคนให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ยังต้องดูแลสิทธิของครูและบุคลากรทางการศึกษา ไม่ให้การปรับโครงสร้างสร้างภาระที่ไม่เป็นธรรม
เรื่องการเดินทางของนักเรียนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หากมีการควบรวมโรงเรียน ต้องมีระบบรถรับส่งหรือแนวทางเดินทางที่ปลอดภัยและเพียงพอ กระทรวงศึกษาธิการจึงพิจารณาความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงให้โรงเรียนและชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบวิธีดำเนินงานที่เหมาะกับพื้นที่ของตนเอง
สิ่งที่ผู้ปกครองและชุมชนควรติดตาม
- คุณภาพและความเสถียรของอินเทอร์เน็ตที่โรงเรียนใช้งานจริง
- แผนพัฒนาห้องสมุดชุมชน หนังสือใหม่ และสื่อดิจิทัลที่ให้บริการ
- แนวทางบริหารโรงเรียนขนาดเล็กและผลกระทบต่อการเดินทางของนักเรียน
- การมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- การติดตามผลว่าการปรับนโยบายช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ได้จริงหรือไม่
โดยสรุป ประเสริฐยกเครื่อง 3 เรื่องใหญ่ เป็นแนวทางที่มุ่งแก้ปัญหาการศึกษาให้ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี แหล่งเรียนรู้ และโครงสร้างโรงเรียน หากทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ใช้ข้อมูลเป็นฐาน และรับฟังเสียงจากพื้นที่ นโยบายนี้ก็มีโอกาสช่วยให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียมมากขึ้น ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้เมื่อการเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดอยู่ที่แผนงาน แต่เดินทางไปถึงห้องเรียนและชุมชนอย่างแท้จริง
ติดตามความคืบหน้าของทั้งสามมาตรการอย่างใกล้ชิด และร่วมสะท้อนความคิดเห็นจากประสบการณ์จริงในพื้นที่ เพราะเสียงของผู้เรียน ครู และชุมชนคือข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดผลอย่างยั่งยืน
ที่มา – ‘ประเสริฐ’ ยกเครื่อง 3 เรื่องใหญ่! จี้แก้เน็ตรร. ปลุกห้องสมุดชุมชน เร่งจัดทัพโรงเรียนเล็ก