ประเสริฐ นำทีมบุกเยอรมนี ยกระดับอาชีวะ
การพัฒนากำลังคนให้มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานสะอาด ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนีจึงเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอาชีวศึกษา และสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้เรียนไทย
เมื่อวันที่ 15 กันยายน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนเยอรมนี พร้อมร่วมลงนามปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม หรือ JDoI ฉบับใหม่ ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งพัฒนากำลังคนทักษะสูงให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ประเสริฐ นำทีมบุกเยอรมนี ยกระดับอาชีวะ
หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี หรือ Dual VET ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนที่ผสมผสานความรู้ในสถานศึกษาเข้ากับการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ นักเรียนจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและการทำงานจริง ทำให้เข้าใจสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรม และสามารถนำทักษะไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา
ประเทศไทยเสนอแนวทางพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยเน้นให้ผู้เรียนมีความสามารถที่วัดผลได้จริง ไม่ใช่เพียงจดจำเนื้อหาในห้องเรียน หลักสูตรใหม่ควรครอบคลุมทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง การวิเคราะห์ข้อมูล การควบคุมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาเยอรมัน เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักเรียนและครูสามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเสริฐ นำทีมบุกเยอรมนี ยกระดับอาชีวะสู่มาตรฐานสากล
อีกข้อเสนอที่น่าสนใจคือการจัดตั้ง “วิทยาลัยเทคนิคไทย–เยอรมัน” เพื่อเป็นต้นแบบความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา สถาบันแห่งนี้อาจทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรมครู การแลกเปลี่ยนผู้เรียน และการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม หลักสูตรต่าง ๆ จะได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์ทักษะที่นายจ้างต้องการ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงกับสถานที่ทำงานจริง
การพัฒนาครูอาชีวศึกษาก็มีความสำคัญไม่แพ้การปรับหลักสูตร ครูจำเป็นต้องได้รับการอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ วิธีจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ และมาตรฐานการทำงานของภาคอุตสาหกรรม การเปิดโอกาสให้ครูเดินทางไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์หรือฝึกงานในเยอรมนี จะช่วยให้ครูนำความรู้กลับมาปรับใช้กับการเรียนการสอนในประเทศไทยได้อย่างเหมาะสม
ทั้งสองฝ่ายยังหารือเรื่องการรับรองคุณวุฒิและประกาศนียบัตรอาชีวศึกษาระหว่างกัน หากสามารถพัฒนาระบบรับรองที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันได้ ผู้เรียนไทยจะมีโอกาสศึกษาต่อหรือสมัครงานในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน นายจ้างก็สามารถมั่นใจในมาตรฐานทักษะของผู้สำเร็จการศึกษา การมีระบบรับรองที่ชัดเจนยังช่วยลดข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายแรงงาน และเพิ่มทางเลือกด้านอาชีพให้กับคนรุ่นใหม่
ความร่วมมือยังครอบคลุมการแลกเปลี่ยนครูและนักเรียน รวมถึงการฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการต่างประเทศ นักเรียนจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมการทำงาน ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย และมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากตำราเพียงอย่างเดียว ประสบการณ์ดังกล่าวยังช่วยให้นักเรียนมีความมั่นใจ กล้าสื่อสาร และมองเห็นเส้นทางอาชีพของตนเองได้ชัดเจนขึ้น
กลไกผลักดันความร่วมมือไทย–เยอรมัน
ไทยและเยอรมนีเตรียมจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการศึกษาไทย–เยอรมัน หรือ JWG เพื่อจัดทำ Roadmap และกำหนดแนวทางดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม คณะทำงานนี้จะช่วยติดตามความคืบหน้า กำหนดเป้าหมายร่วม และประสานงานระหว่างหน่วยงานการศึกษา สถานประกอบการ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง การมีแผนงานที่ชัดเจนจะทำให้ความร่วมมือไม่หยุดอยู่เพียงการลงนาม แต่สามารถพัฒนาเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์กับผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากเรื่องอาชีวศึกษา ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา ผลประเมิน PISA และแนวทางแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ การใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายเป็นอีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ เพราะข้อมูลที่ถูกต้องช่วยให้หน่วยงานมองเห็นปัญหาได้ตรงจุด และสามารถออกแบบมาตรการช่วยเหลือผู้เรียนแต่ละกลุ่มได้เหมาะสมมากขึ้น
ประเทศไทยยังต้องรับมือกับความท้าทายจากสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน และความต้องการทักษะใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายอาชีพอาจเปลี่ยนรูปแบบหรือถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็มีอาชีพใหม่ที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้น ระบบอาชีวศึกษาจึงควรมีความยืดหยุ่น สามารถปรับหลักสูตรได้รวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยกลับมาเรียนรู้หรือพัฒนาทักษะเพิ่มเติมได้
- พัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ ให้ผู้เรียนมีทักษะที่ใช้งานได้จริง
- เพิ่มทักษะเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว
- ยกระดับครูอาชีวศึกษา ผ่านการอบรมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับต่างประเทศ
- สร้างระบบรับรองคุณวุฒิร่วม เพื่อเพิ่มโอกาสศึกษาต่อและทำงานในระดับสากล
- เชื่อมโยงสถานศึกษากับภาคธุรกิจ ให้การเรียนรู้ตอบโจทย์ความต้องการของนายจ้าง
โดยสรุป ความร่วมมือระหว่างไทยกับเยอรมนีครั้งนี้เป็นมากกว่าการลงนามในเอกสาร แต่เป็นโอกาสในการวางรากฐานอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับโลกการทำงานยุคใหม่ หากทุกฝ่ายสามารถร่วมกันผลักดันแผนงานให้ต่อเนื่อง ผู้เรียนไทยจะมีทักษะสูงขึ้น มีประสบการณ์จริง และมีโอกาสได้รับค่าตอบแทนที่ดีขึ้นในอนาคต มุมมองที่สำคัญคือการพัฒนาอาชีวศึกษาไม่ควรเป็นหน้าที่ของสถานศึกษาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพที่พร้อมเติบโตไปกับเศรษฐกิจยุคใหม่
ที่มา – ‘ประเสริฐ’ นำทีมบุกเยอรมนี จับมือยกระดับอาชีวะ ปั้นกำลังคนทักษะสูงรับอุตสาหกรรมอนาคต