ผู้ว่าธปท. มั่นใจ GDP ไทยปีนี้ 2.3%

ผู้ว่าธปท. มั่นใจ GDP ไทยปีนี้ 2.3%

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังมีสัญญาณที่น่าสนใจ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งสถานการณ์น้ำท่วม ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และกำลังซื้อภายในประเทศที่ฟื้นตัวไม่เท่ากัน โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวประมาณ 2.3% ซึ่งอยู่ในกรอบเดียวกับการคาดการณ์ของสำนักวิจัยหลายแห่งที่มองไว้ราว 2.0-2.3%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยยังสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ แม้จะมีปัจจัยกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.2% จึงถือได้ว่าเศรษฐกิจยังมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง ประชาชนและภาคธุรกิจจึงควรติดตามทิศทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนการเงินและการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์

ผู้ว่าธปท. มั่นใจ GDP ไทยปีนี้ 2.3% จากแรงหนุนหลายด้าน

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย คือ การส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่น โดยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 17-18% สินค้าหลายกลุ่มยังได้รับความต้องการจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และห่วงโซ่อุปทานใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพสินค้าและลดต้นทุน เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น

อีกแรงขับเคลื่อนที่สำคัญคือ การลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเติบโตประมาณ 13% ถือเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มีส่วนช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทย ทั้งในด้านศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ ซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมดิจิทัล และบริการที่ใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐาน

การลงทุนด้าน AI ไม่ได้ส่งผลเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME นำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การจัดการคลังสินค้า การทำการตลาดออนไลน์ และการลดขั้นตอนการทำงาน หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้เร็ว เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและทำให้ธุรกิจแข่งขันได้ดีขึ้น

ปัญหาเชิงโครงสร้างยังเป็นโจทย์ใหญ่ของไทย

แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแรงส่งจากการส่งออกและการลงทุน แต่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราการเติบโตของ GDP ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากในอดีตที่เศรษฐกิจไทยเคยขยายตัวได้ประมาณ 5% ต่อมาลดลงเหลือ 4% และ 3% ก่อนจะอยู่ที่ระดับประมาณ 2% กว่าในปัจจุบัน นอกจากนี้ GDP เต็มศักยภาพ หรือ Potential GDP ของไทย ยังลดลงเหลือเพียงประมาณ 2.7%

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลสะสมจากหลายเรื่องในระยะยาว ประเทศไทยมีการลงทุนในระดับต่ำต่อเนื่องหลายสิบปี ทำให้ผลิตภาพแรงงานและความสามารถในการแข่งขันไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจยังพึ่งพาอุตสาหกรรมรูปแบบเดิมมากเกินไป จึงมีความเสี่ยงเมื่อตลาดโลกเปลี่ยนแปลงหรือมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามา

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัยก็เป็นอีกประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อจำนวนประชากรวัยทำงานลดลง ประเทศจะมีแรงงานน้อยลงและต้องรับภาระดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ระบบการศึกษาจึงต้องปรับตัวให้สามารถสร้างทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัล เทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

หนี้ครัวเรือนและความร่วมมือคือกุญแจสำคัญ

อีกหนึ่งความท้าทายที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ คือ ปัญหาหนี้สิน โดยหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับสูงประมาณ 86-87% ของ GDP ถือเป็นหนึ่งในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ หนี้ที่อยู่ในระดับสูงทำให้ครัวเรือนต้องนำรายได้ส่วนหนึ่งไปชำระหนี้ จึงเหลือเงินสำหรับการบริโภค การออม และการลงทุนลดลง

การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ การเพิ่มความรู้ทางการเงิน การกำกับดูแลสินเชื่อให้เหมาะสม และการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ประชาชน ไม่ควรใช้มาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว เพราะอาจช่วยบรรเทาปัญหาได้ชั่วคราว แต่ไม่สามารถแก้สาเหตุที่แท้จริงได้

ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ได้ด้วยการกดปุ่มหรือออกมาตรการเพียงโครงการเดียว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และประชาชนทุกกลุ่ม โดยแต่ละฝ่ายควรมีบทบาทที่ชัดเจนและทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

  • ภาครัฐ ควรเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และระบบดิจิทัล
  • ภาคเอกชน ควรพัฒนานวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพ และสร้างทักษะแรงงานใหม่
  • สถาบันการเงิน ควรสนับสนุนสินเชื่อที่เหมาะสมและช่วยแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน
  • ประชาชน ควรวางแผนการเงิน เรียนรู้ทักษะใหม่ และเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

สำหรับบทบาทของ ธปท. นอกจากการดูแลนโยบายการเงินและเสถียรภาพระบบการเงินแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และช่วยให้ SME สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรง การดำเนินงานลักษณะนี้จะช่วยสร้างพื้นฐานที่ดีให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

โดยสรุป ผู้ว่าธปท. มั่นใจ GDP ไทยปีนี้ 2.3% จากแรงหนุนของการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และกระแส AI แต่ตัวเลขการเติบโตจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยเดินหน้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง มุมมองที่น่าสนใจคือ AI อาจเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทย หากทุกภาคส่วนร่วมกันลงทุนในคน เทคโนโลยี และความรู้ ดังนั้น ธุรกิจและประชาชนควรเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสใหม่ของประเทศ

ที่มา – ผู้ว่าธปท. มั่นใจ GDP ไทยปีนี้ 2.3% รับแรงหนุนลงทุน AI ย้ำร่วมมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *