ผู้ว่า สตง. แจงงบตึกใหม่ 2,500 ล้าน จ่ายจริง 900 ล้าน

ประเด็นงบประมาณก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. กลายเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังมีการตั้งคำถามถึงวงเงินโครงการ ความคุ้มค่า และจำนวนเงินที่หน่วยงานจ่ายไปจริง ล่าสุด ผู้ว่า สตง. ได้ออกมาชี้แจงข้อมูลสำคัญ พร้อมอธิบายขั้นตอนการดำเนินงานและแนวทางจัดการกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ผู้ว่า สตง. แจงงบตึกใหม่ 2,500 ล้าน จ่ายจริง 900 ล้าน

ผู้ว่า สตง. แจงงบตึกใหม่ 2,500 ล้าน จ่ายจริง 900 ล้าน โดยยืนยันว่า ตัวเลข 2,500 ล้านบาทเป็นวงเงินงบประมาณที่กำหนดไว้สำหรับโครงการ ไม่ใช่จำนวนเงินที่จ่ายออกไปทั้งหมดในคราวเดียว การเบิกจ่ายดำเนินการตามงวดงานและผลงานที่ผู้รับจ้างทำเสร็จจริง ดังนั้น จำนวนเงินที่จ่ายไปแล้วจึงอยู่ที่ประมาณ 900 กว่าล้านบาทเท่านั้น

โครงการอาคารสำนักงานแห่งใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมบุคลากรของ สตง. ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 2,500 คน ให้สามารถทำงานอยู่ในสถานที่เดียวกัน เดิมเจ้าหน้าที่ต้องกระจายไปปฏิบัติงานตามอาคารหรือหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงอาจต้องทำงานนอกเวลาราชการเป็นประจำ การมีอาคารที่เหมาะสมจึงถูกมองว่าเป็นการแก้ปัญหาพื้นที่ทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงาน

รายละเอียดวงเงินและการประมูลก่อสร้าง

วงเงินที่ตั้งไว้สำหรับโครงการอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท โดย สตง. ว่าจ้างบริษัทเอกชนภายนอกให้เข้ามาช่วยออกแบบอาคาร ก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการประมูลแบบ e-Bidding ผลการประมูลปรากฏว่า มีผู้เสนอราคาชนะงานก่อสร้างที่ประมาณ 2,100 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าวงเงินงบประมาณเดิม 400 ล้านบาท ประเด็นนี้สะท้อนว่า วงเงินที่ได้รับอนุมัติไม่จำเป็นต้องเท่ากับเงินที่ต้องจ่ายจริงเสมอไป

สำหรับพื้นที่ใช้สอยของอาคาร มีการออกแบบให้มีขนาดมากกว่า 80,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับการทำงานของบุคลากรจำนวนมาก โดยอ้างอิงเกณฑ์มาตรฐานพื้นที่ต่อคนตามแนวทางราชการ อย่างไรก็ตาม แบบตกแต่งภายในบางส่วนที่ปรากฏในเอกสารหรือภาพนำเสนอ เช่น โต๊ะทำงาน โคมไฟ และวัสดุตกแต่ง อาจดูหรูหราเกินความจำเป็นในมุมมองของประชาชน

สตง. ชี้แจงว่า รายละเอียดเหล่านั้นเป็นข้อเสนอจากบริษัทผู้ออกแบบเพื่อแสดงแนวทางหรือภาพรวมของอาคาร ไม่ได้หมายความว่าจะต้องจัดซื้อหรือติดตั้งตามแบบทั้งหมด เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้างจริง หน่วยงานสามารถพิจารณาปรับลดสเปก เลือกวัสดุที่เหมาะสม และลดรายการที่ไม่จำเป็นได้ โดยต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

เงินที่จ่ายจริงและการประเมินความเสียหาย

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือความเสียหายของโครงการ หลายคนอาจเข้าใจว่าความเสียหายมีมูลค่าเท่ากับงบประมาณ 2,500 ล้านบาท แต่ข้อมูลที่ชี้แจงระบุว่า สตง. เบิกจ่ายตามงานที่เสร็จจริงประมาณ 900 กว่าล้านบาท และได้รับเงินคืนจากหลักประกันสัญญา รวมถึงบริษัทประกันภัยแล้วมากกว่า 400 ล้านบาท

ส่วนงบประมาณที่เหลือประมาณ 500 ล้านบาทหรือมากกว่านั้น ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและประเมินอย่างละเอียด สตง. เตรียมตั้งคณะกรรมการร่วมกับหน่วยงานภายนอก เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมบัญชีกลาง เพื่อประเมินมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง รวมถึงตรวจสอบว่าโครงสร้างอาคารในปัจจุบันยังสามารถใช้งานได้มากน้อยเพียงใด

  • วงเงินงบประมาณเดิม: ประมาณ 2,500 ล้านบาท
  • ราคาที่ชนะการประมูล: ประมาณ 2,100 ล้านบาท
  • เงินที่เบิกจ่ายจริง: มากกว่า 900 ล้านบาท
  • เงินที่ได้รับคืนแล้ว: มากกว่า 400 ล้านบาทจากหลักประกันและบริษัทประกันภัย
  • แนวทางต่อไป: ประเมินความเสียหายและพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมาย

หากผลการประเมินพบว่าความเสียหายสูงกว่าจำนวนเงินที่มีการคาดการณ์ไว้ สตง. ระบุว่าจะดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายจากผู้รับจ้าง ขั้นตอนการประเมินอาจใช้เวลาไม่นานมากนัก แต่กระบวนการในชั้นศาลอาจใช้เวลามากกว่า 1-2 ปี เนื่องจากต้องตรวจสอบเอกสาร สัญญา ผลงานก่อสร้าง และความรับผิดชอบของทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ

แนวทางการทำงานของ สตง. ในอนาคต

แม้จะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาคารหลังใหม่ แต่ สตง. ยืนยันว่าจะยังไม่มีการย้ายที่ทำการในทันที และจะปรับรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น หน่วยงานเตรียมนำเทคโนโลยี ระบบสารสนเทศ และเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ในการตรวจสอบงบประมาณและเอกสารราชการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานจากหลายสถานที่ได้

แนวทางดังกล่าวช่วยลดความจำเป็นในการให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 2,500 คนเข้ามาใช้งานอาคารพร้อมกันทั้งหมด อีกทั้งยังสอดคล้องกับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ที่เน้นการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ การใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพอาจช่วยลดต้นทุนด้านสถานที่ เพิ่มความคล่องตัว และทำให้การตรวจสอบภาครัฐดำเนินไปได้รวดเร็วขึ้น

โดยสรุป ผู้ว่า สตง. แจงงบตึกใหม่ 2,500 ล้าน จ่ายจริง 900 ล้าน เพื่อทำความเข้าใจว่าตัวเลขงบประมาณกับยอดเบิกจ่ายจริงเป็นคนละส่วนกัน ขณะนี้ยังต้องรอผลประเมินอย่างเป็นทางการก่อนจะสรุปมูลค่าความเสียหายและความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายได้อย่างชัดเจน ประชาชนจึงควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาข้อเท็จจริงจากเอกสารและผลตรวจสอบที่โปร่งใส

มุมมอง: การเปิดเผยรายละเอียดเรื่องงบประมาณ การเบิกจ่าย และการเรียกคืนค่าเสียหายอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้สังคมตรวจสอบการใช้เงินภาครัฐได้ดีขึ้น หากหน่วยงานสามารถรายงานผลประเมินและความคืบหน้าทางคดีอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การใช้งบประมาณมีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ผู้ว่า สตง. แจงปมงบสร้างตึกใหม่ 2,500 ล้าน ยันจ่ายจริง 900 ล้าน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *