‘พระเทพปริยัติ’ หนุนเชื่อมโยงวิชาการพุทธศาสนากับปฏิบัติธรรม
พระเทพปริยัติ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7 และเจ้าอาวาสวัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ ได้เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธีปิดโครงการบริการวิชาการแก่สังคมและการปฏิบัติธรรม ภายใต้หัวข้อ “การปฏิบัติธรรมให้ถูกทางตามแนวพระพุทธเจ้า” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สวนทัมมอิสสโร บ้านเดื่องก ตำบลขัวมุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ในงานนี้ ‘พระเทพปริยัติ’ หนุนเชื่อมโยงวิชาการพุทธศาสนากับปฏิบัติธรรม อย่างชัดเจน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำความรู้ทางวิชาการมาประยุกต์ใช้จริง
‘พระเทพปริยัติ’ หนุนเชื่อมโยงวิชาการพุทธศาสนากับปฏิบัติธรรม
พระเทพปริยัติ ได้กล่าวสัมโมทนียกถาในพิธีปิด โดยชี้ให้เห็นว่า การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจพระธรรมวินัยอย่างถ่องแท้ มิใช่เพียงการแสวงหาความสงบสุขเฉพาะตนเท่านั้น แต่ต้องนำไปสู่การพัฒนาปัญญาและการดำเนินชีวิตที่ส่งเสริมประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม โครงการครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการ ‘พระเทพปริยัติ’ หนุนเชื่อมโยงวิชาการพุทธศาสนากับปฏิบัติธรรม ซึ่งสะท้อนบทบาทของสถาบันการศึกษาพุทธศาสนาในการสร้างองค์ความรู้และพลังทางจิตใจให้สังคมไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุคปัจจุบัน
ท่านยังได้ย้ำถึงความจำเป็นในการบูรณาการความรู้ทางวิชาการเข้ากับการปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการไม่เพียงได้รับความรู้ทางทฤษฎี แต่ยังสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเจริญสติปัฏฐาน 4 หรือการวิปัสสนากัมมัฏฐานที่สอดคล้องกับหลักพระไตรปิฎก
วัตถุประสงค์และการจัดงานจากผู้รับผิดชอบ
รศ.ดร.สมบูรณ์ ตาสนธิ ผู้อำนวยการหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ว่า มุ่งให้ผู้เข้าร่วมเห็นความสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนากับการปฏิบัติจริงให้สอดคล้องกับบริบทสังคมสมัยใหม่ โครงการจัดโดยความร่วมมือระหว่างหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา มจร. วิทยาเขตเชียงใหม่ ศูนย์กลางการศึกษาพระไตรปิฎกแห่งล้านนา และศูนย์พัฒนาจิตปัญญาตามแนวพระไตรปิฎก
ไฮไลต์เด่นของโครงการปฏิบัติธรรม
โครงการนี้เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิปัสสนาภาวนาอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างคณาจารย์ นิสิต และประชาชนทั่วไป โดยไฮไลต์สำคัญคือการเปิดเวทีให้นิสิตระดับปริญญาโทนำเสนอผลงานวิจัยด้านวิปัสสนานวัตกรรม เช่น:
- การวิเคราะห์ความสำคัญของพระรัตนตรัยต่อการยกระดับจิตใจสู่การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน
- การประยุกต์หลักพระไตรปิฎกกับการพัฒนาจิตในชีวิตประจำวัน
- นวัตกรรมการปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อรับมือกับความเครียดในสังคม都市
- การเชื่อมโยงหลักอริยสัจ 4 กับการพัฒนาตนเองในยุคดิจิทัล
ผลงานเหล่านี้ไม่เพียงแสดงถึงศักยภาพของนิสิต แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำ ‘พระเทพปริยัติ’ หนุนเชื่อมโยงวิชาการพุทธศาสนากับปฏิบัติธรรม มาสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมกว่า 100 คนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
ประโยชน์ของการเชื่อมโยงวิชาการพุทธกับการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน
ในยุคที่สังคมเผชิญกับปัญหาความเครียด ความสับสนทางจิตใจ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามแนวพระพุทธเจ้ากลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาตนเองและสังคม โครงการนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจว่าการปฏิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สามารถนำไปใช้ได้ทันที เช่น การเจริญสติขณะทำงาน การลดกิเลสผ่านวิปัสสนา หรือการสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวโดยใช้หลักเมตตาภาวนา
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาพุทธศาสนามีบทบาทมากขึ้นในการผลิตบัณฑิตที่มีทั้งความรู้และคุณธรรม สามารถเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในชุมชน การเชื่อมโยงนี้ยังช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมล้านนาและพระพุทธศาสนาไทยให้ยั่งยืน
โครงการดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ดีในการบูรณาการวิชาการกับปฏิบัติ หากเราทุกคนนำหลักธรรมไปใช้ จะช่วยให้สังคมไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดปัญหาสังคม และเพิ่มพลังบวกให้กับชาติ เชิญชวนทุกท่านที่สนใจการปฏิบัติธรรม สมัครเข้าร่วมโครงการครั้งต่อไปที่ มจร. วิทยาเขตเชียงใหม่ หรือเริ่มปฏิบัติด้วยตนเองวันนี้เพื่อเจริญปัญญาและความสุขที่ยั่งยืน
ที่มา – ‘พระเทพปริยัติ’ หนุนเชื่อมโยงงานวิชาการพุทธศาสนาเข้ากับการปฏิบัติธรรม