‘พร้อมพงศ์’ เตือนยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ พรรค ก้าวล่วงไม่ได้
เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ที่มีความเคลื่อนไหวจะนำวาระการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ด้วยการเตือนอย่างหนักว่า การ ยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ ไม่ใช่เรื่องที่สภานิติบัญญัติหรือพรรคการเมืองใดสามารถก้าวล่วงได้
ทั้งนี้ นายพร้อมพงศ์ ได้เรียกร้องให้ประธานรัฐสภาพิจารณาชะลอการบรรจุญัตติการโหวตนายกรัฐมนตรีออกไปก่อน จนกว่าจะมีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับพระราชกฤษฎีกายุบสภาให้สิ้นกระแสความเสียก่อน เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจถูกตีความว่าเป็นการละเมิดมารยาทในการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์ทรงปกครอง
‘พร้อมพงศ์’ เตือนยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ
ในการให้สัมภาษณ์ นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีหลักฐานชัดเจนว่า พล.อ. ภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในพระราชกฤษฎีกายุบสภา และได้ทูลเกล้าฯ ถวายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา
แต่หลังจากนั้นปรากฏว่า พรรคประชาชนได้ออกมาแถลงการณ์ว่าจับมือร่วมกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อดำเนินการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำภายหลังพระราชกฤษฎีกาถวายต่อพระมหากษัตริย์แล้วอย่างชัดเจน
พรรคต้องระวังข้อเท็จจริง
“ผมมีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต้องการให้รัฐสภาล้มเหลวในช่วงเวลานี้ เพราะหากเดินหน้าโหวตนายกรัฐมนตรีในช่วงเวลานี้ อาจถูกมองว่าเป็นการก้าวล่วง ยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ และอาจกระทบต่อความเป็นไปได้ของรัฐธรรมนูญที่ใช้งานอยู่” นายพร้อมพงศ์ กล่าวอย่างจริงจัง
ดังนั้น ท่านจึงได้เรียกร้องต่อประธานรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้รอดูผลพระบรมราชวินิจฉัยของพระราชกฤษฎีกายุบสภาอย่างเป็นทางการก่อน และงดการดำเนินการใด ๆ ที่อาจกระทบต่อกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ ยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ ในตอนนี้
นอกจากนี้ นายพร้อมพงศ์ ยังระบุว่า ควรมีการฉุกเฉินจัดทำแนวทางที่เหมาะสมในการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่ยังไม่มีสภาชุดใหม่ และอาจต้องพิจารณาถึงการหาทางออกทางรัฐธรรมนูญที่คำนึงถึงผลประโยชน์โดยรวมของประเทศมากกว่าผลประโยชน์เฉพาะพรรค
- สถานการณ์ปัจจุบันกำลังมีความตึงเครียด
- ต้องคำนึงถึงความมั่นคงของสถาบันหลักของรัฐ
- การเมืองควรขับเคลื่อนไปด้วยสามัญสำนึก
- พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยควรกลับมามองภาพรวมประเทศ
ทั้งหมดนี้ต้องการความรอบคอบเป็นพิเศษ และต้องมีการตัดสินใจจากทั้งสองฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติร่วมกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่อาจส่งผลมากระลอกใหญ่ต่อสถานการณ์ทางการเมือง
“หากมีความพร้อมเพียงพอ ควรจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนการกระทำใด ๆ ที่อาจกระทบมวลชนและคนทั่วไป” โดยเสริมว่า ทุกตัดสินใจควรอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย
จากสถานการณ์ปัจจุบัน นับเป็นช่วงเวลาที่การเมืองไทยต้องหาทางออกร่วมกันด้วยวุฒิภาวะจากทุกฝ่าย หากปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามอาจเสียหายต่อภาพพจน์ในเวทีโลก รวมถึงการรับมือกับปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่แท้จริงภายในประเทศ
ที่มา – ‘พร้อมพงศ์’ ชี้ ยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ เตือนสภาฯอย่าก้าวล่วง