มติเอกฉันท์! ลบชื่อ ‘ทนายความชอบออกสื่อ’ ประพฤติผิดมรรยาทร้ายแรง

การบังคับใช้กฎหมายในประเทศของเราต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและยึดมั่นในหลักมรรยาทวิชาชีพ หนึ่งในอาชีพที่มีบทบาทสำคัญคือทนายความ ซึ่งถือเป็นผู้ช่วยเหลือประชาชนในการเข้าถึงความยุติธรรม แต่เมื่อทนายความบางคนใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวหรือประพฤติตนไม่เหมาะสม สิ่งนั้นก็ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของวิชาชีพและความเชื่อมั่นของสังคมโดยรวม

มติเอกฉันท์! ลบชื่อ ‘ทนายความชอบออกสื่อ’ ประพฤติผิดมรรยาทร้ายแรง

ในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เผยแพร่มติของคณะกรรมการมรรยาท สภาทนายความ เรื่องการลงโทษทนายความรายหนึ่งที่มีพฤติกรรมชอบออกรายการโทรทัศน์และสื่อสาธารณะ หลังจากมีการสอบสวนพบว่ามีการประพฤติผิดมรรยาทในลักษณะร้ายแรง

ประเด็นนี้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคม เนื่องจากทนายความดังกล่าวมีชื่อเสียงจากการปรากฏตัวในรายการข่าวและสื่อต่าง ๆ ทำให้ประชาชนหลาย ๆ คนให้ความไว้วางใจ แต่เมื่อข้อเท็จจริงถูกเปิดเผย ก็สร้างความเสียใจและผิดหวังให้กับผู้เสียหายและสังคมอย่างมาก

พฤติกรรมของทนายความที่ถูกลงโทษ

จากข้อมูลที่คณะกรรมการมรรยาท สภาทนายความ ได้รับการร้องเรียนตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2564 มีผู้เสียหายรายหนึ่งได้เข้าร้องเรียนว่าถูกล่อลวงในคดีที่เกี่ยวข้องกับการ ทรงเจ้าสื่อวิญญาณ และสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก จากนั้นจึงได้มีการแนะนำให้ติดต่อทนายความที่มักจะออกมาให้ความเห็นในสื่อต่าง ๆ ซึ่งทนายความรายนี้ได้รับว่าจ้างให้ดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง”

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงขั้นตอนการทำสัญญาว่าจ้าง กลับมีการแก้ไขข้อความในสัญญาให้เปลี่ยนเป็น “ดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาล” ซึ่งเป็นคดีที่ไม่สามารถฟ้องร้องได้ด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นคดีที่ต้องฟ้องโดยศาลเท่านั้น

นอกจากนี้ ทนายความยังได้พาผู้เสียหายไปออกรายการโทรทัศน์ชื่อดัง ทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่ามีการดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ในความเป็นจริง กลับไม่ได้ดำเนินคดีตามที่ตกลงไว้แต่อย่างใด

การละเมิดมรรยาททนายความ

การกระทำของทนายความรายนี้ถูกวิเคราะห์ว่าเข้าข่ายการ จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำเพื่อประโยชน์ของลูกความ หรือการปิดบังข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ ซึ่งขัดต่อข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 หมวด 3 ข้อ 12 (2)

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผู้เสียหายขอคืนเงินค่าจ้างบางส่วนเพราะไม่ต้องการให้ดำเนินการต่อ ทนายความกลับปฏิเสธโดยอ้างว่า หากลูกความยุติคดีจะไม่มีการคืนเงิน “ไม่ว่ากรณีใด ๆ” ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวไม่มีมูลความถูกต้องตามกฎหมาย และเข้าลักษณะการ “ฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ” ตามข้อบังคับมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 หมวด 3 ข้อ 15

ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ การที่ทนายความแนะนำให้ดำเนินคดีในข้อหา “ละเมิดอำนาจศาล” ทั้งที่รู้ดีว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีที่ต้องฟ้องโดยศาลเท่านั้น ไม่ใช่คดีที่ลูกความสามารถยื่นฟ้องเองได้ ซึ่งการกระทำนี้ถือเป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี และเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของวิชาชีพทนายความ ตามข้อบังคับมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 หมวด 4 ข้อ 18

มติเอกฉันท์! ลบชื่อ ‘ทนายความชอบออกสื่อ’ ประพฤติผิดมรรยาทร้ายแรง

ด้วยพฤติการณ์ที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อวิชาชีพทนายความ คณะกรรมการบริหารสภาทนายความจึงได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนจะมีมติเอกฉันท์ให้ลงโทษด้วยการ ลบชื่อทนายความรายนี้ออกจากทะเบียนทนายความ ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 52 (3) เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความเข้มงวดในการรักษามาตรฐานของวิชาชีพ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่ไว้วางใจทนายความในการดำเนินคดี

ข้อคิดสำหรับประชาชน

  • การเลือกทนายความควรพิจารณาจากความน่าเชื่อถือ ประสบการณ์ และจรรยาบรรณ ไม่ใช่เพียงจากภาพลักษณ์ในสื่อ
  • ควรตรวจสอบประวัติและข้อมูลของทนายความก่อนการว่าจ้าง
  • ต้องอ่านและทำความเข้าใจสัญญาว่าจ้างอย่างละเอียด พร้อมสอบถามข้อสงสัยทุกประการ
  • หากพบว่าทนายความประพฤติผิดมรรยาท สามารถร้องเรียนต่อสภาทนายความได้

การลงโทษครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการลงโทษบุคคลหนึ่ง แต่ยังเป็นการย้ำเตือนว่าวิชาชีพทนายความต้องยึดมั่นในหลักมรรยาทและจรรยาบรรณ ความผิดใด ๆ ที่ส่งผลให้วิชาชีพเสื่อมเสีย ย่อมมีการลงโทษอย่างเด็ดขาด

มติเอกฉันท์! ลบชื่อ ‘ทนายความชอบออกสื่อ’ ประพฤติผิดมรรยาทร้ายแรง ถือเป็นการตอกย้ำว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และวิชาชีพทนายความจะต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์ โปร่งใส และรับผิดชอบต่อประชาชนเสมอ

ที่มา – มติเอกฉันท์! ลบชื่อ ‘ทนายความชอบออกสื่อ’ ประพฤติผิดมรรยาทร้ายแรง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *