มหากาพย์ฟ้องไล่ที่วัดดังขอนแก่น 21 ปีไม่จบ ‘หลวงพ่อ’ เริ่มไม่ไหว วอนปกป้องวัด-พุทธศาสนา
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ ศาลาการเปรียญวัดป่าอดุลยาราม หมู่ที่ 16 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ตรงข้ามมหาวิทยาลัยขอนแก่น พระครูอดุลย์สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม พร้อมด้วยคณะสงฆ์ทั้งหมด 15 รูป ได้จัดกิจกรรมชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งศาลฎีกาและศาลแพ่ง ต่อกรรมการชุมชนและประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ ชุมชนหนองแวงตราชู 1-6, ชุมชนสามเหลี่ยม 1-5, ชุมชนวัดป่าอดุลยาราม และชุมชนมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และความถูกต้องตามกฎหมายของคดีที่เกี่ยวข้องกับวัด
มหากาพย์ฟ้องไล่ที่วัดดังขอนแก่น 21 ปีไม่จบ
การชี้แจงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ศาลฎีกาและศาลชั้นต้นของศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องกรณีที่นางบี (นามสมมุติ) ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเอ (นามสมมุติ) ยื่นฟ้องวัดป่าอดุลยาราม เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น และเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อขอคืนที่ดินซึ่งเคยเป็นของครอบครัวจำนวน 26 ไร่ ซึ่งเหลือเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เป็นวัดจริงๆ
แม้ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำร้องอย่างชัดเจนว่าโจทก์ไม่มีเหตุจำเป็นจะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยเดิมที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ก่อนหน้านี้อย่างชอบด้วยเหตุผล แต่โจทก์ก็ยังคงดำเนินการอุทธรณ์ต่อศาลแพ่ง ด้วยความสนใจของประชาชนในพื้นที่ที่เข้าร่วมรับฟังและตรวจสอบเอกสารอย่างใกล้ชิด
วัดป่าอดุลยาราม กับความเชื่อและความสงบสุขของชุมชน
พระครูอดุลย์สารนิเทศ กล่าวถึงเหตุการณ์ว่า ท่านจำพรรษาที่วัดป่าอดุลยารามนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ซึ่งขณะนั้นวัดยังเป็นสำนักสงฆ์ เมื่อนายเอ เจ้าของที่ดินเดิมได้มอบที่ดินจำนวน 21 ไร่เพื่อจัดตั้งวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมไปถึงขั้นตอนการลงทะเบียนอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2541 โดยได้รับการรับรองจากรัฐบาลผ่านกระทรวงศึกษาธิการ
นับตั้งแต่นั้นมาวัดดำเนินงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีโครงการดูแลธรรมชาติ ปลูกต้นไม้ เพื่อให้พื้นที่บริเวณโดยรอบมีความอุดมสมบูรณ์ มีความร่มรื่นและยังมีศูนย์จัดการงานฌาปนกิจฟรีที่บริการชุมชนมานานโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงเพื่อตอบแทนคุณค่าของชุมชนและพุทธศาสนา
“ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 จากความขัดแย้งในครอบครัว นางบี ภรรยาของนายเอ ได้ยื่นฟ้องขับไล่วัด ซึ่งแม้ว่าศาลชั้นต้นจะยกคำร้องแต่โจทก์ก็ยื่นอุทธรณ์ และคดีได้ลุกลามไปถึงศาลฎีกา สุดท้ายศาลก็มีคำสั่งที่ชัดเจนว่าไม่มีสาเหตุจำเป็นต้องพิจารณาอีก” พระครูอดุลย์กล่าวเสริม
- วัดดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้องสมบูรณ์
- ศาลสามชั้นต่างยกคำร้องอย่างชัดเจน
- 既จัดดีแล้วมาร่วมรักษาผืนป่าและวัดไว้เพื่อชุมชน
พระครูอดุลย์ยังย้ำว่าการออกมาชี้แจงในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความกังวลในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมานานกว่า 21 ปี แต่เป็นการยากที่ผู้สูงวัยจะต่อสู้ต่อไปได้อีก นอกจากนี้ยังมีความหวังว่าชุมชน เจ้าหน้าที่ นักกฎหมาย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันปกป้องวัดแห่งนี้ไว้พร้อมกับรักษาบรรยศแห่งพุทธศาสนาที่มีมาอย่างยาวนาน
อีกหนึ่งเสียงจากชุมชนอย่าง นายอดุลย์ พลธานี อายุครบ 77 ปี กล่าวเด็ดขาดว่าตนและครอบครัวอยู่กับวัดมานานนับสิบปี และเห็นความพยายามตลอดเวลาของเจ้าอาวาสในการปกป้องสิทธิ์ของวัด “เราเชื่อในกฎหมาย และหากศาลชี้แจงว่าวัดถูกต้องแล้ว เราต้องร้องเรามาอยู่เคียงข้างเขาเสมอจนกว่าความผิดจะถูกตั้ง”
ความร่วมมือทางศาสนจักษุและนิติธรรมมีความสำคัญ
เรื่องราวของวัดป่าอดุลยารามสะท้อนภาพความร่วมมือระหว่างศาสนจักษุของหน่วยงานและประชาชน แม้คดีจะหยุดนิ่งมาหลายสิบปี แต่ด้วยการยึดมั่นกฎหมายและความถูกต้อง วัดก็ยังอยู่ได้ด้วยพลังและศรัทธาของชุมชน ทั้งนี้เราเชื่อว่าหากทุกภาคส่วนร่วมจัดการองค์กรอย่างซื่อสัตย์ และยึดตามหลักกฎหมายอย่างเข้มงวด จะเป็นโอกาสสำคัญในการรักษาคุณค่าที่แท้จริงของพุทธศาสนาไว้ในยุคปัจจุบัน
ที่มา – มหากาพย์ฟ้องไล่ที่วัดดังขอนแก่น 21 ปีไม่จบ ‘หลวงพ่อ’ เริ่มไม่ไหว วอนปกป้องวัด-พุทธศาสนา