ยกฟ้อง ‘อดีตเจ้าคณะนครสวรรค์’ คดียักยอกเงินวัด
วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ในวงการกฎหมายและวัดวาอารามกันครับ ยกฟ้อง ‘อดีตเจ้าคณะนครสวรรค์’ คดียักยอกเงินวัด ศาลชี้เป็นการกู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นคดีที่หลายคนจับตามอง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองในวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 คดีนี้เกี่ยวกับเงินวัดนครสวรรค์กว่า 4.9 ล้านบาท ที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอก แต่สุดท้ายศาลเห็นว่าเป็นการกู้ยืมระหว่างวัดกับอดีตเจ้าอาวาสเท่านั้น
ยกฟ้อง ‘อดีตเจ้าคณะนครสวรรค์’ คดียักยอกเงินวัด ศาลชี้เป็นการกู้ยืมเงิน
คดีหมายเลขดำ อท.198/2568 โจทก์คือพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต ฟ้องนายสฤษฏิ์ จันท์ประธาตุ หรืออดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ สฤษฏิ์ จันท์ประธาตุ ซึ่งเคยเป็นเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์และเจ้าอาวาสวัดนครสวรรค์ (จำเลยที่ 1) และน.ส.ภูธิณี กิวพิทักษ์ (จำเลยที่ 2) ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และ พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 172
ตามฟ้อง โจทก์ระบุว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเบียดบังเงินวัดนครสวรรค์จากบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาสวรรค์วิถี โดยมีพระศ. เป็นผู้ดำเนินการโอนเงิน 49 ครั้ง รวม 4,965,087 บาท จากบัญชีวัดไปยังบัญชีพระศ. แล้วโอนต่อเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 และบางส่วนไปบัญชีจำเลยที่ 2 จำนวน 405,000 บาท บัญชีวัดต้องมีลายมือชื่อ 2 ใน 3 คน คือเจ้าอาวาส พระครูฯ และไวยาวัจกร
พยานหลักฐานสำคัญในคดี
จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลพิจารณาพยานสำคัญคือพระศ. ซึ่งรับผิดชอบการเงินวัด เบิกความว่าทุกการโอนเป็นการคืนเงินตามสัญญากู้ยืมที่วัดยืมจากจำเลยที่ 1 มีสัญญายืมเงิน สลิปโอนเงิน และบันทึกคืนเงิน หักกลบลบหนี้แล้ววัดยังเป็นหนี้จำเลยที่ 1 อยู่ พระครู น. ก็ยืนยันว่าลงนามในฐานะผู้ยืมแทนวัด และมีการบันทึกการคืนเงิน
- สัญญายืมเงินตรงกับจำนวนโอน
- สลิปโอนมีบันทึกท้ายว่าเป็น “คืนเงินกู้” ซึ่งทำทันที ไม่ย้อนหลัง
- ไลน์แชทระหว่างพระศ. กับจำเลยที่ 1 ยืนยันการกู้ยืม
- วัดไม่มีนักบัญชีมืออาชีพ การบันทึกบางรายการคลาดเคลื่อนเป็นเรื่องปกติ
ศาลเห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองน่าเชื่อถือ การโอนเงินจึงเป็นการชำระหนี้กู้ยืม ไม่ใช่ยักยอก ไม่มีเจตนาปกปิดหรือทุจริต หากเป็นยักยอกตามฟ้อง จะขัดกับการกู้ยืมที่โจทก์ยอมรับ จึงพิพากษายกฟ้องทั้งคดีและยกคำขอทางแพ่ง
ความเห็นแย้งจากอธิบดีผู้พิพากษา
นายธนรัตน์ ทั่งทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลฯ มีความเห็นแย้ง โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าอาวาสมีหน้าที่ดูแลทรัพย์วัดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แต่การโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวต่อเนื่องโดยไม่ทำตามระเบียบวัด คำให้การย้อนแย้ง เช่น อ้างใช้จ่ายวัดแต่ไม่แสดงหลักฐาน อ้างยืมเงินวัดแต่จริงๆ ควรอนุมัติเบิกได้ และจำเลยที่ 2 ยอมรับรับเงิน “โดยเสน่หา”
อย่างไรก็ตาม อธิบดีเห็นว่าบางรายการ 5 ครั้ง 2 ล้านบาท มีหลักฐานชัดเจนเป็นการคืนเงิน แต่ 38 ครั้งที่เหลือ 2,136,047 บาท เป็นการยักยอกจริง ควรลงโทษจำเลยที่ 1 และคืนเงิน แต่ยกฟ้องจำเลยที่ 2 (ความเห็นแย้งไม่มีผลต่อคำพิพากษา)
คดีนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของเอกสารการเงินในวัดที่โปร่งใส แม้ศาลยกฟ้องเพราะหลักฐานกู้ยืม แต่ความเห็นแย้งชี้ว่าการจัดการเงินวัดต้องมีระบบชัดเจนเพื่อป้องกันข้อพิพาท หากคุณสนใจกฎหมายทุจริตหรือข่าววัด ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตเพิ่มเติม และแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ได้เลยครับ!
ที่มา – ยกฟ้อง ‘อดีตเจ้าคณะนครสวรรค์’ คดียักยอกเงินวัด ศาลชี้เป็นการกู้ยืมเงิน