รถเมล์ด่วนพิเศษ ทดลอง 24 สาย เริ่ม 2 พ.ย.
รถเมล์ด่วนพิเศษ ทดลอง 24 สาย ข้ามป้ายไม่สำคัญ
คนกรุงเทพฯ และผู้ที่ต้องเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะเตรียมตัวให้พร้อม เพราะวันที่ 2 พฤศจิกายน ขสมก. จะเริ่มทดลองให้บริการ รถเมล์ด่วนพิเศษ หรือรูปแบบ Limited Stop ในจำนวน 24 เส้นทาง โดยรถจะจอดรับและส่งผู้โดยสารเฉพาะป้ายสำคัญที่มีคนใช้บริการจำนวนมาก ไม่ได้จอดทุกป้ายเหมือนรถเมล์ทั่วไป จุดประสงค์สำคัญคือช่วยลดเวลาเดินทาง โดยเฉพาะผู้โดยสารที่เดินทางระยะกลางถึงไกลในช่วงเวลาเร่งด่วน
การทดลองครั้งนี้ให้บริการเฉพาะช่วงเช้าเวลา 06.00-08.00 น. และช่วงเย็นเวลา 16.00-18.00 น. ค่าโดยสารยังคงคิดในอัตราเดิม ผู้โดยสารจึงไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แม้จะได้รับบริการที่จอดน้อยลงและมีโอกาสเดินทางถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น
รถเมล์ด่วนพิเศษ สังเกตอย่างไรและขึ้นที่ไหน
ผู้โดยสารสามารถสังเกต รถเมล์ด่วนพิเศษ ได้จากป้ายคำว่า “ด่วนพิเศษ” ที่ติดอยู่บนตัวรถ นอกจากนี้ บริเวณป้ายหยุดรถที่เข้าร่วมการทดลองจะมีข้อมูลระบุตำแหน่งจุดจอดอย่างชัดเจน หากจุดใดไม่มีป้ายประชาสัมพันธ์หรือไม่มีรายชื่อจุดจอด รถจะไม่หยุดรับและส่งผู้โดยสารที่จุดนั้น
ก่อนปล่อยรถ พนักงานประจำรถจะชี้แจงรายละเอียดให้ผู้โดยสารทราบ และจะประชาสัมพันธ์ข้อมูลเป็นระยะ เพื่อป้องกันความสับสนระหว่างรถด่วนกับรถโดยสารปกติ ผู้โดยสารควรตรวจสอบป้ายเส้นทางและฟังประกาศให้แน่ใจก่อนขึ้นรถ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลงในป้ายขนาดเล็กหรือป้ายที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางจอดของรถด่วน
รายชื่อ 24 เส้นทางที่เข้าร่วมทดลอง
เส้นทางที่เข้าร่วมครอบคลุมพื้นที่ทางเหนือ ตะวันออก ใต้ ตะวันตก รวมถึงเส้นทางในเมืองและเส้นทางวงกลม โดยมีรายละเอียดดังนี้
เส้นทางด้านเหนือ
- สาย 543 ลำลูกกา อำเภอลำลูกกา – บางเขน
- สาย 510 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต – อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
- สาย 95ก รังสิต – แฮปปี้แลนด์
- สาย 191 เคหะคลองจั่น – กระทรวงพาณิชย์
เส้นทางด้านตะวันออก
- สาย 26 มีนบุรี – สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ จตุจักร
- สาย 60 มีนบุรี – สถานีรถไฟฟ้าสนามไชย
- สาย 93 หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง – ท่าเรือสี่พระยา
เส้นทางด้านใต้
- สาย 23 ปู่เจ้าสมิงพราย – เทเวศร์ ทางด่วน
- สาย 142 ปากน้ำ – แสมดำ ทางด่วน
- สาย 145 แพรกษา – สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ จตุจักร
- สาย 136 คลองเตย – สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์
เส้นทางด้านตะวันตก
- สาย 7ก พุทธมณฑลสาย 2 – พาหุรัด
- สาย 556 วัดไร่ขิง – อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
- สาย 509 ตลาดวงศ์เจริญ – สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์
- สาย 76 แสมดำ – ประตูน้ำ
เส้นทางในเมืองและเส้นทางวงกลม
- สาย 54 วงกลมพระราม 9 – สุทธิสาร
- สาย 111 วงกลมเจริญนคร – ตลาดพลู
- สาย 156 วงกลมตลาดสุคนธสวัสดิ์ – นวมินทร์
- สาย 20 ป้อมพระจุลจอมเกล้า – ท่าดินแดง
- สาย 62 ท่าเรือสาธุประดิษฐ์ – อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
- สาย 516 หมู่บ้านบัวทองเคหะ – เทเวศร์
- สาย 2-2 หรือสาย 16-505 เดิม ท่าเรือปากเกร็ด – ท่าเรือสี่พระยา
- สาย 70 ประชานิเวศน์ 3 – สนามหลวง
- สาย 3 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี
สำหรับจำนวนรถที่นำมาให้บริการ สาย 20 มีรถมากที่สุดจำนวน 11 คัน รองลงมาคือสาย 76 จำนวน 7 คัน ส่วนเส้นทางอื่นส่วนใหญ่มีรถให้บริการประมาณ 3 คันต่อเส้นทาง จำนวนรถที่แตกต่างกันอาจทำให้ความถี่ในการเดินรถของแต่ละสายไม่เท่ากัน ผู้โดยสารจึงควรเผื่อเวลาและติดตามประกาศจาก ขสมก. อย่างใกล้ชิด
เหตุผลที่ ขสมก. นำรถด่วนกลับมาทดลองอีกครั้ง
ขสมก. ระบุว่าการทดลองรถด่วนเกิดขึ้นจากข้อเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการลดระยะเวลาเดินทางและเพิ่มทางเลือกในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ แนวคิดนี้ยังช่วยจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ซึ่งอาจช่วยลดปริมาณรถบนถนนและลดมลพิษได้ หากการทดลองพบว่าสามารถทำเวลาได้ดีและผู้โดยสารเข้าใจระบบ ก็มีโอกาสนำข้อมูลไปพัฒนาการให้บริการในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การทำให้รถเมล์วิ่งเร็วขึ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการข้ามป้ายเพียงอย่างเดียว เพราะสภาพการจราจรยังเป็นปัจจัยสำคัญ หากถนนมีรถติดหนัก รถด่วนอาจไม่สามารถทำเวลาได้ตามเป้าหมายเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต การทดลองครั้งนี้จึงเป็นการเก็บข้อมูลจากสถานการณ์จริง ทั้งเวลาเดินทาง ความพึงพอใจของผู้โดยสาร ปัญหาการขึ้นผิดคัน และผลกระทบต่อผู้โดยสารที่ใช้ป้ายระหว่างทาง
ในอดีต ขสมก. เคยให้บริการรถโดยสารแบบข้ามป้ายมาแล้วเมื่อประมาณ 30-40 ปีก่อน แต่ต้องยกเลิกเนื่องจากการจราจรติดขัดจนรถด่วนไม่ได้เร็วอย่างที่คาดหวัง อีกทั้งผู้โดยสารบางส่วนแยกไม่ออกว่าคันใดเป็นรถด่วนหรือรถธรรมดา ต่อมาเมื่อมีการเปิดใช้ทางด่วนสายแรกในปี 2522 ขสมก. จึงหันมาให้บริการรถทางด่วนป้ายเหลืองแทน
รอบใหม่นี้ ขสมก. พยายามแก้ปัญหาด้วยการติดป้ายบนตัวรถ เพิ่มป้ายแสดงจุดจอด และจำกัดช่วงเวลาการให้บริการไว้เฉพาะชั่วโมงเร่งด่วน หน่วยงานจะประเมินผลเป็นรายวัน พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากผู้โดยสาร เพื่อพิจารณาว่าควรทดลองต่อ ปรับเส้นทาง หรือยุติการให้บริการในบางสาย
ข้อแนะนำสำหรับผู้โดยสาร
- ตรวจสอบหมายเลขสายและป้าย “ด่วนพิเศษ” ก่อนขึ้นรถทุกครั้ง
- เช็กว่าป้ายที่ต้องการลงอยู่ในรายชื่อจุดจอดของรถหรือไม่
- เผื่อเวลาเดินทางในวันแรก เพราะระบบยังอยู่ระหว่างการทดลอง
- หากต้องลงป้ายที่รถด่วนไม่จอด ควรเลือกใช้รถโดยสารปกติหรือวางแผนต่อรถล่วงหน้า
- สอบถามพนักงานประจำรถเมื่อไม่แน่ใจ และให้ความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นหลังใช้บริการ
โดยสรุป รถเมล์ด่วนพิเศษเป็นแนวคิดที่น่าสนใจสำหรับคนที่เดินทางไกลและต้องการประหยัดเวลา แต่ประสิทธิภาพจริงจะขึ้นอยู่กับสภาพถนนและความชัดเจนของข้อมูลที่ป้ายรถ ผู้โดยสารควรทดลองใช้บริการอย่างเข้าใจระบบ พร้อมสะท้อนความคิดเห็นให้ ขสมก. นำไปปรับปรุง หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน การทดลองครั้งนี้อาจกลายเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้การเดินทางในกรุงเทพฯ สะดวกและคล่องตัวขึ้น
หากคุณอยู่บนเส้นทางที่เข้าร่วมโครงการ ลองวางแผนการเดินทางและใช้บริการในช่วงเวลาทดลอง แล้วแบ่งปันประสบการณ์หรือข้อเสนอแนะ เพื่อช่วยกันพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้ตอบโจทย์ผู้โดยสารมากที่สุด
ที่มา – พรุ่งนี้ 2 พ.ย. “รถเมล์ด่วนพิเศษ” กลับมาแล้ว ให้ทดลอง 24 สาย ข้ามป้ายไม่สำคัญ



