รพ.มหาราชนครราชสีมา ปลดล็อกโรคหายากด้วย SMILE

รพ.มหาราชนครราชสีมา ปลดล็อกโรคหายาก ด้วยแนวคิดที่พาผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใกล้การวินิจฉัยที่แม่นยำมากขึ้น จากเดิมที่โรคหายากมักถูกมองว่าเป็นปัญหาซับซ้อนและต้องเดินทางไปรักษายังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ วันนี้ระบบสุขภาพกำลังเปลี่ยนไป ด้วยการเชื่อมงานคัดกรองในชุมชน เทคโนโลยีจีโนมิกส์ แพทย์เฉพาะทาง และระบบติดตามผู้ป่วยเข้าด้วยกัน

แม้โรคหายากแต่ละชนิดจะพบผู้ป่วยไม่มาก แต่เมื่อรวมทุกโรคเข้าด้วยกัน มีรายงานว่าทั่วโลกพบโรคหายากมากกว่า 10,000 โรค และประมาณ 70-80% มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม สำหรับประเทศไทย คาดว่าผู้มีภาวะโรคหายากอาจมีสัดส่วนราว 5% ของประชากร ขณะที่เด็กแรกเกิดประมาณ 4% หรือราว 32,000 คนต่อปี อาจมีความเสี่ยงต่อโรคหรือความพิการแต่กำเนิดชนิดรุนแรง

รพ.มหาราชนครราชสีมา ปลดล็อกโรคหายาก

จังหวัดนครราชสีมาเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยเข้ารับบริการด้วยอาการเข้าข่ายโรคหายากจำนวนมาก โดยเฉพาะอาการชักที่ควบคุมได้ยาก พัฒนาการล่าช้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรืออาการผิดปกติที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้จากการตรวจทั่วไป โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาพบผู้ป่วยกลุ่มนี้ประมาณ 600-1,000 รายต่อปี แต่ในอดีตมีผู้เข้าถึงการตรวจทางพันธุกรรมเพียงไม่กี่ราย เนื่องจากขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ ห้องปฏิบัติการ และบุคลากรที่สามารถแปลผลตรวจได้อย่างครบถ้วน

ช่องว่างดังกล่าวนำไปสู่โครงการพัฒนาเครือข่ายและโมเดล RARE for 9 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในผู้ป่วยโรคหายาก โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข หรือ สวรส. ภายใต้โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย โครงการนี้เชื่อมโยงหน่วยบริการในเขตสุขภาพที่ 9 ซึ่งครอบคลุมนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ เข้ากับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

รพ.มหาราชนครราชสีมา ปลดล็อกโรคหายากด้วย SMILE Model

หัวใจของการทำงานคือ SMILE Model ซึ่งออกแบบให้การดูแลผู้ป่วยไม่ได้หยุดอยู่แค่การตรวจพบโรค แต่ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาผู้ป่วย การส่งต่อ การตรวจยืนยัน การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว คำว่า SMILE ประกอบด้วย 5 มิติสำคัญ ดังนี้

  • Support: สนับสนุนผู้ป่วยและครอบครัวทั้งด้านอุปกรณ์ การดูแล และการปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม
  • Medical: เพิ่มโอกาสเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์ โดยเฉพาะการตรวจทางพันธุกรรม
  • Innovation: พัฒนาเครื่องมือและนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้สะดวกและปลอดภัยขึ้น
  • Learning: เพิ่มโอกาสด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการประกอบอาชีพตามศักยภาพ
  • Equity: สร้างความเท่าเทียม ลดการตีตรา และส่งเสริมการยอมรับผู้ป่วยในสังคม

แนวคิดนี้ทำให้เห็นว่าโรคหายากไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผลตรวจหรือชื่อโรคเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้ป่วยอย่างรอบด้าน ครอบครัวต้องได้รับความรู้และคำแนะนำที่เข้าใจง่าย ขณะเดียวกันชุมชนและหน่วยบริการใกล้บ้านก็ต้องมีเครื่องมือเพียงพอในการช่วยดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง

อีกจุดเด่นคือการใช้ SMILE Model แบบสัญจร ทีมงานลงพื้นที่ชุมชนเพื่อคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยง ค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ รวมถึงค้นหาพาหะในครอบครัว จากนั้นจึงเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลเครือข่ายหรือผู้เชี่ยวชาญตามความจำเป็น มีการพัฒนา NMD/Rare Health Station ในโรงพยาบาลเครือข่าย เพื่อให้บุคลากรในพื้นที่สามารถดูแลผู้ป่วยเบื้องต้นและส่งต่อข้อมูลได้เป็นระบบมากขึ้น

จีโนมิกส์ช่วยวินิจฉัยโรคหายากได้อย่างไร

ผู้ป่วยบางรายผ่านการตรวจและรักษาหลายขั้นตอน แต่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคได้ เทคโนโลยีเวชศาสตร์จีโนมิกส์จึงเข้ามาช่วยค้นหาความผิดปกติระดับยีน โดยอาจใช้การตรวจหลายรูปแบบตามอาการและข้อบ่งชี้ของแต่ละคน เช่น Whole Exome Sequencing หรือ WES, Whole Genome Sequencing หรือ WGS, Chromosomal Microarray หรือ CMA และการตรวจยีนแบบจำเพาะเจาะจง

ผลตรวจเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการระบุว่าผู้ป่วยมียีนผิดปกติหรือไม่ แต่ยังช่วยให้แพทย์เลือกแนวทางรักษาและติดตามอาการได้เหมาะสมขึ้น บางกรณีอาจช่วยลดการลองผิดลองถูกในการรักษา ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และวางแผนการตรวจติดตามในอนาคตได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ การตรวจยังมีประโยชน์ต่อสมาชิกในครอบครัว เพราะช่วยประเมินความเสี่ยงของการเป็นพาหะและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว

ระบบบริการยังนำ Telemedicine, Tele-nursing และ Tele-homeward มาใช้ เพื่อลดภาระการเดินทางของผู้ป่วย โดยเฉพาะครอบครัวที่อยู่ห่างไกลหรือมีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย ผู้ป่วยสามารถพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ติดตามอาการ และรับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ผ่านระบบทางไกลได้มากขึ้น ส่วนโรงพยาบาลใกล้บ้านก็สามารถประสานงานกับทีมเฉพาะทางได้รวดเร็วกว่าเดิม

ผลลัพธ์ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ

ผลการดำเนินงานของโมเดล RARE for 9 สะท้อนว่าผู้ป่วยในเขตสุขภาพที่ 9 เข้าถึงการตรวจคัดกรองด้วยเทคโนโลยีจีโนมิกส์เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ขณะที่ประสิทธิผลในการวินิจฉัย หรือ Diagnostic Yield อยู่ที่ 48.44% และผลตรวจมากกว่า 51.56% นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแนวทางดูแลรักษาให้เหมาะสมกับโรคมากขึ้น

ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายต่อผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมาก เพราะการได้รับคำตอบเร็วขึ้นช่วยลดความกังวล ลดจำนวนครั้งที่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลหลายแห่ง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ตรงกับสาเหตุของโรคมากกว่าเดิม ที่สำคัญคือข้อมูลทางพันธุกรรมสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางคลินิกและการวางแผนดูแลระยะยาว ไม่ใช่เป็นเพียงผลตรวจที่เก็บไว้ในแฟ้มประวัติ

ระบบนี้ยังถูกออกแบบให้เป็นบริการแบบ Seamless Service ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิไปจนถึงตติยภูมิ ผู้ป่วยจึงสามารถเริ่มต้นจากโรงพยาบาลใกล้บ้าน รับการคัดกรองและประเมินอาการเบื้องต้น ก่อนส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น แนวทางดังกล่าวช่วยลดค่าใช้จ่ายแฝงของครอบครัว ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก และเวลาที่ต้องหยุดงานเพื่อพาผู้ป่วยเข้ารับบริการ

จากผลงาน “SMILE Model ลดความเหลื่อมล้ำในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงและโรคหายาก” โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2569 สาขาบริการภาครัฐ ระดับดี รางวัลนี้สะท้อนความสำเร็จของการนำงานวิจัยและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้กับระบบบริการจริง

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของ รพ.มหาราชนครราชสีมา ปลดล็อกโรคหายาก ไม่ได้อยู่ที่รางวัลเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ผู้ป่วยในพื้นที่ต่างจังหวัดมีโอกาสเข้าถึงการแพทย์แม่นยำมากขึ้น โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่า หากชุมชน โรงพยาบาลเครือข่าย ผู้เชี่ยวชาญ และระบบดิจิทัลทำงานร่วมกัน ผู้ป่วยก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อเริ่มต้นกระบวนการวินิจฉัยเสมอไป

ในอนาคต SMILE Model มีโอกาสเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นนำไปปรับใช้ตามบริบทของตนเอง สิ่งสำคัญคือการลงทุนกับบุคลากร ระบบข้อมูล การตรวจทางพันธุกรรม และการสื่อสารกับครอบครัวอย่างต่อเนื่อง หากทุกภาคส่วนช่วยกันขยายเครือข่าย การวินิจฉัยโรคหายากที่รวดเร็วและการดูแลที่ทั่วถึงจะไม่ใช่เรื่องไกลตัว และอาจช่วยเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจำนวนมากได้อย่างแท้จริง

สำหรับครอบครัวที่สงสัยว่าคนใกล้ตัวอาจมีอาการเข้าข่ายโรคหายาก ควรเริ่มต้นปรึกษาโรงพยาบาลใกล้บ้านและเก็บข้อมูลประวัติอาการในครอบครัวไว้ให้ละเอียด เพราะการค้นหาให้เร็วและเชื่อมต่อให้ถึง อาจเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมมากขึ้น

ที่มา – รพ.มหาราชนครราชสีมา ปลดล็อก “โรคหายาก” ชู SMILE Model เชื่อมจีโนมิกส์ถึงชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ คว้าเลิศรัฐปี 69

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *