รองโฆษกรัฐบาล โต้ปม มหาดไทยประเมินน้ำท่วมผิด 4 เท่า

ประเด็นการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก หลังมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระทรวงมหาดไทยประเมินความเสียหายจากน้ำท่วมต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 4 เท่า พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเพิ่มงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม รองโฆษกรัฐบาลออกมาชี้แจงว่า การสรุปตัวเลขความเสียหายจำเป็นต้องพิจารณาจากฐานข้อมูลและวิธีคำนวณที่ชัดเจน เพราะข้อมูลแต่ละประเภทมีความหมายแตกต่างกัน

กรณีนี้มีข้อมูลที่ควรแยกออกจากกันอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่ จำนวนประชาชนหรือครัวเรือนที่ยื่นคำร้อง จำนวนผู้ที่ผ่านเกณฑ์การช่วยเหลือ และมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หากนำตัวเลขทั้งหมดมาเปรียบเทียบกันโดยไม่ตรวจสอบหลักเกณฑ์ อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และนำไปสู่ข้อสรุปว่าหน่วยงานประเมินสถานการณ์ผิดพลาดทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงแต่ละตัวเลขถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

รองโฆษกรัฐบาล โต้ปม มหาดไทยประเมินน้ำท่วมผิด 4 เท่า

รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า เงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามมติคณะรัฐมนตรีเป็นเงินบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ไม่ใช่การชดเชยมูลค่าความเสียหายทั้งหมดที่ประชาชนได้รับ ดังนั้น จำนวนเงินที่รัฐบาลจัดสรรจึงไม่สามารถนำไปตีความว่าเป็นมูลค่าความเสียหายรวมของประเทศได้โดยตรง เงินช่วยเหลือมีเป้าหมายเพื่อให้ครัวเรือนที่ผ่านเกณฑ์สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดบ้าน หรือการจัดหาสิ่งของจำเป็นหลังน้ำลด

ข้อมูลที่กระทรวงมหาดไทยรายงานต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบในเบื้องต้น พร้อมเสนอให้ทบทวนหลักเกณฑ์และขยายพื้นที่ดำเนินการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเวลาผ่านไป ประชาชนอาจยื่นคำร้องเพิ่มเติม เนื่องจากบางพื้นที่ได้รับผลกระทบล่าช้า หรือบางครัวเรือนเพิ่งสามารถรวบรวมเอกสารและหลักฐานได้ การมีคำร้องเพิ่มขึ้นจึงไม่ได้หมายความว่าการประเมินครั้งแรกผิดพลาดทั้งหมด

รองโฆษกรัฐบาล โต้ปม มหาดไทยประเมินน้ำท่วมผิด 4 เท่า ชี้ต้องแยกข้อมูลให้ชัด

หัวใจสำคัญของการตรวจสอบเรื่องนี้คือการจำแนกสถานะของคำร้องให้ละเอียด ไม่ควรนำยอดคำร้องทั้งหมดไปเทียบกับจำนวนผู้ได้รับเงินแล้วโดยทันที เพราะคำร้องบางส่วนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบสิทธิ บางรายผ่านการอนุมัติแล้วแต่กำลังรอการโอนเงิน และบางรายอาจติดปัญหาด้านข้อมูลหรือเอกสาร การแยกสถานะดังกล่าวจะช่วยให้หน่วยงานทราบว่าปัญหาเกิดขึ้นในขั้นตอนใด และสามารถแก้ไขได้ตรงจุดมากขึ้น

เหตุผลที่คำร้องบางส่วนยังไม่ได้รับเงิน

รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า คำร้องที่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือไม่ควรถูกสรุปทันทีว่าเกิดจากงบประมาณไม่เพียงพอทั้งหมด เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบมีหลายปัจจัยที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลและหลักฐานยืนยันความเสียหาย เพื่อป้องกันการจ่ายเงินซ้ำซ้อนและรักษาความถูกต้องของการใช้งบประมาณแผ่นดิน

  • ตรวจสอบข้อมูลบัญชีพร้อมเพย์ให้ตรงกับผู้มีสิทธิรับเงิน
  • ตรวจสอบรายชื่อซ้ำภายในครัวเรือน เพื่อป้องกันการยื่นขอรับเงินซ้ำ
  • พิจารณาเอกสารและหลักฐานยืนยันความเสียหายจากอุทกภัย
  • ตรวจสอบหลักฐานการเช่าที่พักอาศัยในกรณีผู้เช่าได้รับผลกระทบ
  • แยกคำร้องที่อยู่ระหว่างตรวจสอบออกจากคำร้องที่อนุมัติแล้วแต่รอโอนเงิน

ขั้นตอนเหล่านี้อาจทำให้การจ่ายเงินใช้เวลาเพิ่มขึ้น แต่มีความจำเป็นเพื่อให้เงินช่วยเหลือไปถึงผู้ที่มีสิทธิอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน หน่วยงานควรสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่องว่าแต่ละคำร้องอยู่ในขั้นตอนใด หากเอกสารไม่ครบหรือข้อมูลไม่ตรงกัน ควรแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องทราบโดยเร็ว เพื่อให้สามารถแก้ไขข้อมูลและลดระยะเวลาการรอคอยได้

งบช่วยเหลือน้ำท่วมต้องอ้างอิงตัวเลขที่ตรวจสอบได้

สำหรับข้อเสนอว่ารัฐบาลอาจต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 12,000 ล้านบาท รองโฆษกรัฐบาลเห็นว่า ตัวเลขดังกล่าวควรเปิดเผยรายละเอียดการคำนวณอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนครัวเรือนที่คาดว่าจะผ่านเกณฑ์ สัดส่วนผู้มีสิทธิในแต่ละประเภท และอัตราการจ่ายเงินที่กำหนดไว้ เนื่องจากหลักเกณฑ์ไม่ได้กำหนดให้ทุกครัวเรือนได้รับเงินเท่ากัน โดยอาจมีอัตราช่วยเหลือ 5,000 บาท และ 9,000 บาทตามเงื่อนไขและระดับผลกระทบ

การนำตัวเลขประมาณการไปสรุปว่าเป็นภาระงบประมาณที่ยืนยันแล้ว อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและทำให้การอภิปรายเรื่องงบประมาณขาดความแม่นยำ รัฐบาลจึงควรเผยแพร่ทั้งที่มาของตัวเลข สูตรคำนวณ และจำนวนผู้มีสิทธิในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้สังคมสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่เสนอให้เพิ่มงบประมาณก็ควรนำเสนอข้อมูลประกอบที่ครบถ้วน เพื่อช่วยให้การตัดสินใจของรัฐบาลเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า มีการโอนเงินช่วยเหลือแล้วประมาณ 5,215 ล้านบาท จากกรอบวงเงินราว 5,290 ล้านบาท หากตัวเลขดังกล่าวได้รับการยืนยัน ก็สะท้อนว่าวงเงินคงเหลือมีจำกัด และรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งประเมินความต้องการงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ประชาชนที่ผ่านเกณฑ์ต้องรอเงินเป็นเวลานาน การเตรียมงบประมาณสำรองอย่างเหมาะสมจะช่วยให้การช่วยเหลือเดินหน้าต่อได้ โดยไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

สิ่งที่ประชาชนควรติดตามหลังยื่นคำร้อง

ประชาชนที่ยื่นคำร้องควรติดตามสถานะการช่วยเหลือผ่านช่องทางของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และเตรียมเอกสารสำคัญให้พร้อม หากมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมควรดำเนินการโดยเร็ว นอกจากนี้ ควรตรวจสอบชื่อบัญชีธนาคารและข้อมูลพร้อมเพย์ให้ถูกต้อง รวมถึงเก็บหลักฐานความเสียหาย เช่น ภาพถ่ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน หรือเอกสารการเช่าที่พักไว้ประกอบการตรวจสอบ

โดยสรุป ประเด็น รองโฆษกรัฐบาล โต้ปม มหาดไทยประเมินน้ำท่วมผิด 4 เท่า สะท้อนว่าการตรวจสอบนโยบายช่วยเหลือจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่เป็นระบบ ไม่ควรเปรียบเทียบตัวเลขต่างประเภทโดยไม่ดูที่มา รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาคำร้องค้างจ่าย เพิ่มความชัดเจนในการรายงานข้อมูล และจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับจำนวนผู้มีสิทธิ ขณะที่ทุกฝ่ายควรช่วยกันตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและครบถ้วน หากคุณหรือคนใกล้ตัวได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐและตรวจสอบสถานะสิทธิอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา – รองโฆษกรัฐบาล โต้ปม มหาดไทยประเมินน้ำท่วมผิด 4 เท่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *