รัฐบาลจับมือจีน ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว
รัฐบาลจับมือจีน ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่น่าจับตา เพราะประเทศไทยกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนรวม 375,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.75 แสนดอลลาร์ สำหรับดำเนินโครงการสำคัญ 2 โครงการ
ความร่วมมือครั้งนี้อยู่ภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง หรือ Mekong–Lancang Cooperation Special Fund ซึ่งมีเป้าหมายสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างประเทศในอนุภูมิภาค เงินสนับสนุนดังกล่าวจะช่วยให้หน่วยงานไทยมีทรัพยากรในการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสีเขียวมากขึ้น
รัฐบาลจับมือจีน ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว
โครงการแรกมุ่งพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรีไซเคิล เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนในกลุ่มประเทศแม่โขง–ล้านช้างและจีน ดำเนินการโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ใช้ระยะเวลา 18 เดือน และได้รับงบประมาณ 132,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 983,500 หยวน จุดสำคัญคือการสำรวจและเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการวัสดุเหลือใช้จากเทคโนโลยีสมัยใหม่
วัสดุที่อยู่ในขอบเขตโครงการ ได้แก่ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของพลังงานสะอาดและอุปกรณ์ดิจิทัล หากไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม วัสดุเหล่านี้อาจกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคต แต่หากมีการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง ก็สามารถนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ลดการใช้วัตถุดิบ และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้
รัฐบาลจับมือจีน ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียวด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน
โครงการแรกยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากรอบกำกับดูแลและแนวทางเชิงนโยบาย เพื่อให้การรีไซเคิลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย การมีมาตรฐานกลางจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และประชาชน รวมถึงช่วยให้ประเทศในภูมิภาคสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและพัฒนาระบบจัดการของเสียไปในทิศทางเดียวกัน
ส่วนโครงการที่สองมีชื่อว่า เส้นทางสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์: เสริมศักยภาพอุตสาหกรรม CLMVT เพื่ออนาคตคาร์บอนต่ำ ดำเนินการโดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ได้รับงบประมาณ 243,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,798,200 หยวน และมีระยะเวลา 18 เดือนเช่นกัน โครงการนี้ครอบคลุมประเทศกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย
เป้าหมายหลักคือการเพิ่มความรู้ เครื่องมือ และทรัพยากรที่จำเป็นให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emissions ผู้ประกอบการจะได้เรียนรู้แนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการเตรียมตัวรับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น
- พัฒนาความรู้เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- สนับสนุนการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
- เตรียมผู้ประกอบการให้พร้อมต่อมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ
- สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในกลุ่ม CLMVT
- ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและยั่งยืน
สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว เพราะตลาดโลกให้ความสนใจกับสินค้าและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น บริษัทที่สามารถแสดงข้อมูลการลดคาร์บอน มีระบบจัดการของเสีย และปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ย่อมมีโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่และพันธมิตรทางธุรกิจได้มากกว่าเดิม
นอกจากนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลยังช่วยสร้างงานและเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะ โดยเฉพาะแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แผงพลังงานแสงอาทิตย์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การวางระบบตั้งแต่การเก็บรวบรวม คัดแยก ขนส่ง ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้เกิดห่วงโซ่อุปทานสีเขียวในประเทศ
ฝ่ายจีนจะจัดสรรเงินสนับสนุนเต็มจำนวนภายใน 20 วันทำการนับจากวันที่ลงนามในความตกลง ขณะที่ฝ่ายไทยต้องยืนยันการได้รับเงินอย่างเป็นทางการภายใน 10 วันทำการ โดยวันที่ลงนามจะถือเป็นวันเริ่มต้นโครงการ ทั้งสองโครงการจะมีระบบติดตามและประเมินผล เพื่อให้การใช้เงินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือภาระผูกพันต่องบประมาณแผ่นดิน
ภาพรวมของโครงการยังสอดคล้องกับแนวทาง BCG Economy Model ซึ่งประกอบด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว การสนับสนุนจากจีนจึงไม่ได้มุ่งเพียงการให้เงินทุน แต่ยังเปิดโอกาสให้ไทยเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายระหว่างประเทศที่จะช่วยยกระดับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต
ในมุมของผู้ประกอบการ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอาจมีความท้าทายในช่วงเริ่มต้น ทั้งเรื่องต้นทุน เทคโนโลยี และบุคลากร แต่การเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต รัฐบาลจับมือจีน ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจเห็นทิศทางการพัฒนาอย่างชัดเจน
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของโครงการจะขึ้นอยู่กับการนำองค์ความรู้ไปใช้จริงและการประสานงานระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยก็มีโอกาสสร้างอุตสาหกรรมที่แข่งขันได้ ลดผลกระทบต่อโลก และเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
มุมมองน่าคิด: การลงทุนกับอุตสาหกรรมสีเขียววันนี้ไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทยในอนาคต
ที่มา – รัฐบาลจับมือจีน รับเงินกว่า 3.75 แสนดอลลาร์ ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว