ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลด 2-3 บาท มีผลเมื่อไร

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถกำลังเป็นที่จับตา หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ประเภท ได้แก่ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และน้ำมันดีเซล B20 โดยมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง และผู้ที่ใช้น้ำมันเป็นต้นทุนในการทำธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การลดภาษีไม่ได้หมายความว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะลดลงเต็มจำนวนทันที ผู้ขับขี่จึงต้องติดตามรายละเอียดอย่างใกล้ชิดว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลด 2-3 บาท จะเริ่มมีผลเมื่อไร และราคาจริงจะเป็นอย่างไร

ตามมติที่ออกมา รัฐบาลเตรียมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ลง 5.60 บาทต่อลิตร และลดภาษีดีเซล B20 ลง 5.50 บาทต่อลิตร โดยกำหนดระยะเวลาเบื้องต้น 3 เดือน หลังจากนั้นจะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง มาตรการดังกล่าวยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้สินค้าเกษตรที่นำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิง รวมถึงช่วยพยุงต้นทุนของกลุ่มขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน

ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลด 2-3 บาท มีผลเมื่อไร

แม้คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติการลดภาษีแล้ว แต่ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการยังไม่สามารถปรับลดได้ทันที เพราะยังมีขั้นตอนทางกฎหมายและการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องดำเนินการต่อ โดยต้องรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลอย่างเป็นทางการ จากนั้นคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. จะพิจารณาว่าควรนำประโยชน์จากการลดภาษีมาใช้ปรับลดราคาหน้าปั๊มในระดับใด

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานประเมินว่า การลดราคาที่เหมาะสมอาจอยู่ที่ประมาณ 2-3 บาทต่อลิตรสำหรับทั้ง E20 และ B20 ไม่ใช่การลดเต็มจำนวน 5.50-5.60 บาทต่อลิตร เหตุผลสำคัญคือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีภาระต้องอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่ หากนำเงินภาษีที่ลดลงทั้งหมดไปลดราคาหน้าปั๊ม กองทุนอาจมีฐานะทางการเงินแย่ลง และอาจขาดความสามารถในการดูแลราคาพลังงานในอนาคต

ทำไมราคาน้ำมันหน้าปั๊มลด 2-3 บาท ไม่ถึง 5 บาท

ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังอุดหนุนราคาน้ำมัน E20 อยู่ประมาณ 5.83 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซล B20 ได้รับการอุดหนุนประมาณ 8.44 บาทต่อลิตร ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐยังต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อพยุงราคาน้ำมันให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถรับภาระได้ นอกจากนี้ ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังติดลบในระดับสูง จึงจำเป็นต้องบริหารเงินอย่างรอบคอบ

หากลดราคาหน้าปั๊มทั้งหมดตามจำนวนภาษีที่ลดลงทันที อาจทำให้ผู้ใช้รถได้รับประโยชน์ในระยะสั้น แต่กองทุนจะมีเงินเหลือสำหรับรับมือกับราคาน้ำมันตลาดโลกน้อยลง เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นหรือเกิดความผันผวน รัฐอาจไม่มีเครื่องมือเพียงพอในการช่วยตรึงราคา ดังนั้น การลดราคาประมาณ 2-3 บาทจึงถูกมองว่าเป็นแนวทางที่สมดุลกว่า เพราะช่วยลดภาระประชาชน พร้อมกับรักษาเสถียรภาพของกองทุนไว้บางส่วน

สำหรับผู้ใช้รถทั่วไป การลดราคาครั้งนี้จะช่วยประหยัดค่าเดินทางได้มากน้อยแตกต่างกันไปตามระยะทางและปริมาณการเติมน้ำมัน หากเติม E20 จำนวน 40 ลิตร การลดราคา 2 บาทต่อลิตรจะช่วยประหยัดประมาณ 80 บาทต่อครั้ง หากลดได้ 3 บาทต่อลิตร จะประหยัดเพิ่มเป็นประมาณ 120 บาท ส่วนผู้ประกอบการขนส่งที่เติมน้ำมันจำนวนมากจะเห็นผลชัดเจนกว่า เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจ

กลุ่มใดได้ประโยชน์จากมาตรการนี้

  • ประชาชนทั่วไป: ผู้ใช้รถที่เติมน้ำมัน E20 จะมีค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางลดลง หากราคาปรับลดตามที่คาดการณ์
  • เกษตรกร: การลดต้นทุนเชื้อเพลิงอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งผลผลิตและการทำเกษตรบางประเภท
  • ผู้ประกอบการขนส่ง: รถที่รองรับดีเซล B20 จะมีต้นทุนการเดินรถลดลง ซึ่งอาจช่วยชะลอการปรับขึ้นค่าขนส่ง
  • ผู้บริโภค: หากต้นทุนขนส่งลดลง ราคาสินค้าบางรายการอาจได้รับแรงกดดันด้านต้นทุนน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบก่อนว่ารถของตนเองรองรับน้ำมัน E20 หรือ B20 หรือไม่ เพราะรถแต่ละรุ่นมีข้อกำหนดแตกต่างกัน การเติมน้ำมันผิดประเภทอาจส่งผลต่อระบบเครื่องยนต์และทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงตามมา ผู้ใช้รถควรดูข้อมูลจากคู่มือรถยนต์ สอบถามศูนย์บริการ หรือเลือกเติมน้ำมันตามคำแนะนำของผู้ผลิตเป็นหลัก ไม่ควรเปลี่ยนชนิดน้ำมันเพียงเพราะเห็นว่าราคาถูกลง

อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือส่วนต่างของราคาน้ำมันแต่ละประเภท ปัจจุบันราคาน้ำมัน E20 กับแก๊สโซฮอล์ 95 รวมถึงดีเซลทั่วไปกับดีเซล B20 มีส่วนต่างประมาณ 6.35 บาทต่อลิตร หากมีการลดราคาหน้าปั๊ม E20 และ B20 อีกประมาณ 2-3 บาท ส่วนต่างอาจเพิ่มขึ้นเป็นราว 8-9 บาทต่อลิตร ซึ่งอาจจูงใจให้ผู้ใช้รถที่มีรถรองรับหันมาเลือกใช้น้ำมันทางเลือกมากขึ้น

การกำหนดราคาที่เหมาะสมจึงต้องพิจารณาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันตลาดโลก ค่าใช้จ่ายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ฐานะการเงินของกองทุน ภาระของประชาชน และผลกระทบต่อผู้ประกอบการ การลดราคาอย่างมากอาจดูเป็นประโยชน์ทันที แต่หากทำให้กองทุนขาดสภาพคล่อง ก็อาจสร้างปัญหาในระยะยาวได้เช่นกัน

สรุปแล้ว ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลด 2-3 บาท เป็นตัวเลขเบื้องต้นที่กระทรวงพลังงานมองว่ามีความเหมาะสมมากกว่าการลดเต็มจำนวนภาษี ส่วนวันเริ่มมีผลยังต้องรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา การประชุมของ กบน. และประกาศอย่างเป็นทางการจากผู้ค้าน้ำมัน ดังนั้น ผู้ใช้รถควรติดตามข่าวสารจากกระทรวงพลังงานและสถานีบริการใกล้บ้านก่อนวางแผนเติมน้ำมันครั้งต่อไป

หากมาตรการนี้มีผลจริง ผู้ใช้รถควรเลือกชนิดน้ำมันให้เหมาะกับรถ วางแผนเติมในช่วงที่ราคาปรับลด และติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อใช้สิทธิประโยชน์อย่างคุ้มค่า ที่สำคัญคือการลดราคาครั้งนี้ควรเดินควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพกองทุนน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ทั้งวันนี้และในวันที่ราคาพลังงานผันผวนอีกครั้ง

ที่มา – ว้า! คาดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดได้แค่ 2-3 บาท ไม่ถึง 5 บาทนะจ๊ะ มีผลเมื่อไรเช็กเลย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *