วัยรุ่นขึงเชือกดักคอภารโรง รอดตายหวุดหวิด

เหตุการณ์ วัยรุ่นขึงเชือกดักคอภารโรง กลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ความคึกคะนองเพียงชั่ววูบอาจสร้างอันตรายถึงชีวิตให้กับคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เหตุเกิดบนถนนสายเชื่อมหมู่บ้านวิทย์-บ้านกะกำโคกสว่าง ตำบลลมศักดิ์ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยผู้เสียหายเป็นนักการภารโรงวัย 51 ปี ซึ่งกำลังขี่รถจักรยานยนต์ไปทุ่งนาในช่วงเช้ามืด

นายสมคิด ทองทัศน์ เล่าว่า ขณะเกิดเหตุยังมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ทำให้มองเห็นสิ่งกีดขวางบนถนนได้ยาก เมื่อขี่รถมาถึงจุดเกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ได้พุ่งชนเชือกไนล่อนที่ถูกขึงขวางถนนอย่างแรง จนรถเสียหลักล้มและไถลไปไกลประมาณ 5-6 เมตร แรงกระแทกทำให้ได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าอก ใบหน้า ศีรษะ และลำคอ

วัยรุ่นขึงเชือกดักคอภารโรง เกือบเกิดเหตุสลด

สิ่งที่ช่วยให้เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่จบลงด้วยความสูญเสียร้ายแรง คือด้ามจอบที่ผู้เสียหายวางไว้ตรงกลางระหว่างขาและชี้ขึ้นด้านบน ด้ามจอบช่วยดันเชือกให้พ้นจากศีรษะและลำคอ ส่งผลให้เชือกไม่รัดหรือบาดคอโดยตรง แม้จะได้รับบาดเจ็บและรถล้มอย่างรุนแรง แต่ถือว่านายสมคิดมีดวงแข็งและรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด

หลังเกิดเหตุ ชาวบ้านที่กำลังเลี้ยงวัวอยู่บริเวณใกล้เคียงได้เข้ามาช่วยเหลือและพาผู้บาดเจ็บออกจากจุดอันตราย เหตุการณ์นี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางในช่วงกลางคืนหรือช่วงเช้ามืด เพราะสิ่งกีดขวางบางอย่างอาจมองไม่เห็น และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงโดยไม่ทันตั้งตัว

วัยรุ่นขึงเชือกดักคอภารโรง ไม่ใช่เรื่องเล่น

นายสมศักดิ์ ทองมนต์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 เปิดเผยว่า จุดเกิดเหตุพบเชือกไนล่อนถูกมัดเป็นเงื่อนแน่น ระหว่างเสาไฟฟ้ากับต้นไม้ ลักษณะดังกล่าวทำให้คาดว่าเชือกถูกนำมาขึงในช่วงกลางดึก ไม่ใช่สิ่งของที่หล่นหรือถูกลมพัดมาขวางถนนโดยบังเอิญ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่าในช่วงเวลาประมาณ 03.00-04.00 น. มีกลุ่มวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์ไล่ล่ากันและส่งเสียงดังในพื้นที่

ชาวบ้านจึงตั้งข้อสังเกตว่า การก่อเหตุอาจเกิดจากความคึกคะนอง หรือเป็นพฤติกรรมเลียนแบบสิ่งที่พบเห็นจากสื่อ โดยอาจมีเจตนาทำร้ายคู่อริหรือหวังแกล้งผู้ใช้รถใช้ถนน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงจะต้องรอการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งการเก็บหลักฐานในพื้นที่ การสอบปากคำพยาน และการตรวจสอบเส้นทางหรือบุคคลที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุในช่วงเวลาดังกล่าว

อันตรายจากเชือกขวางถนนที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม

การขึงเชือกหรือวัสดุใด ๆ ขวางถนนเป็นเรื่องอันตรายอย่างมาก เพราะผู้ขับขี่อาจไม่ทันสังเกต โดยเฉพาะถนนในชุมชนที่ไม่มีไฟส่องสว่างเพียงพอ หากเชือกอยู่ในระดับคอหรือใบหน้า แรงปะทะจากรถจักรยานยนต์อาจทำให้ผู้ขับขี่ล้ม กระดูกหัก หมดสติ หรือเสียชีวิตได้ แม้ผู้ก่อเหตุจะคิดว่าเป็นเพียงการหยอกล้อ แต่ผลที่ตามมาอาจรุนแรงเกินกว่าจะรับผิดชอบไหว

  • ผู้ใช้รถควรลดความเร็วเมื่อขับผ่านถนนมืดหรือเส้นทางเปลี่ยว
  • ควรเปิดไฟหน้าให้เหมาะสมและสังเกตสิ่งผิดปกติบนเส้นทาง
  • หากพบเชือกหรือสิ่งกีดขวาง ควรหยุดรถในจุดปลอดภัยและแจ้งเจ้าหน้าที่
  • ไม่ควรเข้าไปเคลื่อนย้ายหลักฐานทันที หากสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ
  • ผู้ปกครองควรพูดคุยกับเยาวชนเรื่องผลกระทบของการเล่นพิเรนทร์

นายสมคิดฝากเตือนกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่คิดจะทำพฤติกรรมลักษณะนี้ว่า อย่าหาทำ เพราะคนที่ได้รับอันตรายอาจเป็นชาวบ้านธรรมดา ผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ที่กำลังเดินทางไปทำงานเหมือนกับเขา ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์จะจบลงอย่างไร และการกระทำเพียงไม่กี่นาทีอาจทำให้ครอบครัวหนึ่งต้องสูญเสียคนสำคัญ

ด้านผู้ใหญ่บ้านได้ฝากให้ตำรวจ สภ.จะกง เร่งส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ หาข่าวเชิงลึก และติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะการส่งสายตรวจเปิดไฟวับวาบเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ผู้ก่อเหตุรู้ตัวและหลบหนี ก่อนกลับมาก่อเหตุซ้ำในภายหลัง การทำงานเชิงรุกและการรับฟังข้อมูลจากชาวบ้านจึงมีความสำคัญมาก

กรณี วัยรุ่นขึงเชือกดักคอภารโรง ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องสนุกหรือแค่ความซนของวัยรุ่น แต่ควรเป็นบทเรียนร่วมกันของทั้งชุมชน หากพบพฤติกรรมเสี่ยง ควรแจ้งผู้ใหญ่หรือเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ความปลอดภัยบนถนนเป็นหน้าที่ของทุกคน และการหยุดพฤติกรรมอันตรายหนึ่งครั้งอาจช่วยรักษาชีวิตคนบริสุทธิ์ได้

สุดท้ายนี้ ขอให้ผู้ใช้รถทุกคนเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางช่วงกลางคืนและเช้ามืด หากพบสิ่งผิดปกติบนถนนควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที ส่วนผู้ที่คิดจะทำเรื่องคึกคะนองควรหยุดคิดถึงผลกระทบให้รอบด้าน เพราะความสนุกของคนหนึ่งอาจกลายเป็นฝันร้ายของอีกคนได้

ที่มา – อย่าหาทำ! วัยรุ่นคึกคะนองขึงเชือกดักคอคนบริสุทธิ์ ภารโรงดวงแข็งรอดตายปาฏิหาริย์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *